มนุษย์เราเกิดมาจะมีองค์บารมีคุ้มครองสังขารกันทุกคน จะเป็นเอง
เทพ- พรหมหรือสัมภเวสี ก็แล้วแต่กุศลมูลเดิมหรือสัญญาที่ได้ทำกัน
ไว้ตั้งแต่ในอดีตชาติ คนเราไม่สามารถที่จะเลือกองค์บารมีประจำสังขารบุคคลใด
ที่พูดว่าเทพองค์นั้นองค์นี้ เสด็จมาประทับร่างของตนนั้น เป็นการพูด
เพื่อยกตนให้สูงขึ้น โดยไม่รู้จริง องค์เทพที่เจ้าตัวได้คุยเอาไว้นั้น
แม้แต่ช่วยตัวร่างเองไม่ได้แล้ว จะมีฤทธิ์ไปช่วยเหลือมนุษย์อื่นใดได้หรือ?

การเชิญองค์บารมีของตนเองมาประทับร่าง หรือเรียกว่า “ การเปิดพระโอษฐ์”
ใช่ว่าเมื่อเปิดแล้วจะได้เป็น “ คนทรง” หรือ “ ร่างทรง”
กันทุกคนไปเพราะว่าเทพแต่ละองค์นั้นท่านจะมีหน้าที่
ไม่เหมือนกันบางองค์ลงมาเพื่อสร้างบารมีโดยการช่วยเหลือมนุษย์
เช่น เปิดพระโอษฐ์ รักษาโรคภัยไข้เจ็บ
ปราบมาร ปราบผี ปราบคุณไสย หรือชี้แนะในทางโชคชะตาราศี
เทพส่วนมากจะลงมาเพื่อคุ้มครองร่างของตนเองเท่านั้น
โดยจะไม่ช่วยเหลือมนุษย์คนใดเลย

มีสำนักทรงจำนวนมากที่เทพของตนเองไม่มีหน้าที่ หรือว่า
ร่างทรงไม่มี “ บารมี” พอที่จะเปิดพระโอษฐ์ได้ แต่ชอบที่จะใช้คำพูด
เพื่อที่จะให้พ้นๆ ตัวไปว่า“ ยังไม่ถึงเวลา” คือถ้าหากจะพูดว่าตัวเองเปิดไม่ได้
ก็จะทำให้คุณค่าของตัวอาจารย์นั้นด้อยคุณค่าลงไป
ทำให้เกิดการหลงทางบอกไปผิด ๆ ว่าองค์ของศิษย์เป็นเทพองค์ใหญ่
ไม่จำเป็นต้องเชิญท่านลงมาประทับ ท่านจะสื่อกับสังขารเข้ามาหาภายในจิตเอง
อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งจะเป็นการยกย่องศิษย์คนนั้นไปในตัว เพื่อที่จะผูกมัดใจให้
ศิษย์คนนั้นให้หลงอยู่กับเจ้าสำนัก เพื่อที่จะให้ลูกศิษย์คนนั้นพา
ญาติสนิทมิตรสหายมาหา เพื่อที่จะได้ลาภสักการะต่อไป

องค์บารมีประจำสังขาร ถ้าเปรียบกับพระไตรปิฎก
( คนที่มีไว้แต่ไม่เคยเปิดอ่านเลย หรือเมื่อเปิดอ่านแต่ก็ไม่เข้าใจ
ก็คงจะต้องมีพระมาแปลให้ และถึงแม้ว่าจะได้เล่าเรียน
พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ ที่ได้ตกทอดกันมา ๒๕๔๙ ปี
แล้วก็ตาม หากไม่ได้ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระองค์
ก็หาเกิดประโยชน์อันใดแก่ผู้อ่านพระไตรปิฎกไม่)

องค์บารมีประจำสังขารก็เช่นเดียวกัน เมื่อไม่ได้เปิดองค์ลงมาประทับร่าง
ก็มีไว้เพียงคุ้มครองเจ้าของร่างได้เป็นบางคนเท่านั้น ( แต่ไม่ทุกคน)
หากองค์บารมีคุ้มครองสังขารของมนุษย์ได้ทุกคน คนเราก็คงจะไม่ประสบ
กับเคราะห์กรรม เจ็บป่วย ไม่ประสบอุบัติเหตุ ไม่ถูกผีเข้า หรือถูกคุณไสย
และอีกประการหนึ่ง องค์บารมีก็ไม่สามารถป้องกันร่างจาก เจ้ากรรมนายเวรในอดีตชาติ
ที่ติดตามมาทวงหนี้ในชาตินี้ได้

การ “ เปิดพระโอษฐ์” หรือการเปิดให้คนเรานั้นพูดภาษาเทพได้
จะทำให้เทพที่คุ้มครองร่างของเราสามารถลงมาประทับร่างได้
บางคนได้สร้างสมบารมีเอาไว้ในอดีตชาติมามาก มีกุศลมูลเดิมมามาก
เมื่อเปิดแล้วจะพูดภาษาเทพได้อย่างคล่องแคล่ว
ภายในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งถ้าปฏิบัติไปอีกไม่นานก็จะ
สามารถสื่อกับองค์บารมีเป็นภาษามนุษย์ได

“ คนที่ไม่ได้มีสะสมบารมีมาตั้งแต่อดีตชาติ และในชาตินี้ไม่ได้สร้างตนโดย
การสวดมนต์ไหว้พระ นั่งสมาธิกรรมฐาน ไม่รู้จักให้ทาน ก็จะเปิดให้พูดภาษาเทพได้ยาก
(ต้องทำการประจุองค์พระธรรมให้มาก)

ส่วนมากองค์เทพเหล่านี้จะลงประทับร่างเพื่อมาคุ้มครองร่างเท่านั้น
บางคนที่เปิดออกมา แทนที่จะเป็นองค์บารมีประจำสังขาร กลายเป็นว่าเป็น
วิญญาณแฝงเข้ามา เป็นวิญญาณเร่ร่อน หรือวิญญาณที่ถูกส่งมาด้วยวิชาคุณไสย
ซึ่งส่วนมากจะเป็นวิญญาณผีตายโหงทั้งสิ้น

ศิษย์ที่อาจารย์เปิดปากให้พูดภาษาเทพได้ เป็นส่วนมากที่
“ พูดภาษาเทพได้ แต่ฟังไม่รู้เรื่อง” คือแปลภาษาเทพไม่ได้ แต่ก็อยากจะแปลให้ได้ทันที

เทพ - เทวดานั้น มนุษย์ที่จะสื่อกับท่านได้รู้เรื่องจะต้อง

๑ . เป็นผู้ที่มีจิตใจสะอาดพอสมควร

๒ . มีบารมีสะสมมาจากอดีตชาติ

๓ . ศรัทธาในองค์บารมีประจำสังขารของตนเอง

๔ . ปฏิบัติตน สร้างบารมีเพื่อหาความรู้เพิ่มเติม

ถ้าไม่ปฏิบัติตน ในที่สุดก็จะห่างเหินจากองค์บารมีของตนเอง
ก็จะไม่สามารที่จะพูดภาษาเทพได้อีกเลย
และในที่สุดก็จะไม่สามารถขอความช่วยเหลือจากองค์พระบารมีได้

 

 

. ทำให้ทราบว่ามีวิญญาณของบรรพบุรุษที่เรียกว่า “ ผีปู่ย่า”
วิญญาณทั่วๆไป เช่นวิญญาณผีตายโหง ซึ่งถูกส่งมาด้วยวิชาคุณไสย
อยู่ในร่างของผู้มาเปิดพระโอษฐ์ หรือไม่ ?

๒. บรรพบุรุษของบางท่านที่มีเชื้อสายจีน ถ้าลูกหลาน ไม่ทำบุญทำทานไปให ้
ก็จะมาเกาะกินกับ ลูกหลานเป็นวิญญาณที่อด ๆ อยาก ๆ เพราะไม่ได้รับ
ส่วนบุญส่วนกุศล แทนที่จะมาช่วยร่างกลับกลายเป็นว่าไม่เป็นผลดีกับลูกหลานเลย
วิญญาณประเภทนี้แก้ไขด้วยการทำสังฆทาน กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลไปให้
วิญญาณประเภทนี้ไม่สามารถขับไล่ได้

๓. วิญญาณที่มาเกาะหรือแฝงอยู่ในตัว จะทำให้สังขารของคนผู้นั้นไม่สบาย
ปวดหัว ปวดแขน ปวดขา กลายเป็นคนอ่อนเปลี้ยเพลียแรง
วิญญาณพวกนี้จะต้องขับไล่ออกไป เพราะว่ามิใช่ให้โทษเฉพาะการเจ็บป่วยเท่านั้น
แต่จะส่งผลให้กิจการค้าและครอบครัวมีแต่ความวุ่นวายไปหมดทุกอย่าง
ไม่มีความเจริญก้าวหน้าใด ๆ ในชีวิตของคนผู้นั้นเลย

๔. วิญญาณระดับสูงที่เรียกว่า “ มาร” นั้นจะเป็นเทวดาฝ่ายมาร
ซึ่งเรียกว่า “ มารเบื้องสูง” สังขารที่มารเหล่านี้สิงสถิตอยู่
จะเป็นมนุษย์ขี้คุยโม้โอ้อวด ชอบที่จะอ้างว่าตนเองนั้นมีเทพองค์ใหญ่ ๆ
ทั้งนั้นลงมาประทับร่าง มารประเภทนี้มีฤทธิ์มากพอสมควร
ร่างทรงไม่สามารถปราบได้ นอกจากร่างทรงที่มี “ บารมี” สูงเท่านั้น (แต่หาได้ยากมาก)

๕. วิญญาณประเภทเจ้าพ่อ เจ้าแม่ หรือปู่ทั้งหลายนั้น ถ้ามิใช่ “ พ่อปู่ใหญ่” หรือ
“ พระฤษี ๑๐๘ องค์” ถือว่าเป็น “ สัมภเวสี” วิญญาณประเภทนี้เป็นวิญญาณ
ที่มาสร้างบุญช่วยเหลือมนุษย์ มีดีบ้างไม่ดีบ้างแล้วแต่สังขารที่สิงอยู่
ผู้ที่ไปหาคนทรงประเภทนี้ต้องใช้สติปัญญา จริงหรือไม่จริง
ควรสังเกตดูจากผลงานที่ท่านได้รับจากการทำพิธีของเจ้าทรงเหล่านี้ซึ่ง
บางท่านกว่าจะรู้ตัวก็หมดเงินทองไป
หลายพันหลายหมื่นบาทแล้ว “ เพราะฉะนั้นกรุณา ดู ฟัง ใช้สติปัญญาคิด
ไตร่ตรองดูเสียก่อน จึงค่อยเชื่อ ก็ยังไม่สายเกินไป”