
"อายุบวร"

วันอังคารที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

ในขณะที่ อาจารย์โหน่ง ไปโปรดญาติที่พัทยา ก็มีอาจารย์สายสัญญาท่านหนึ่งไปโปรดญาติใกล้ ๆ กับสำนักของ ท่านธนากร ซึ่งเป็นบริเวณที่อาจารย์โหน่งไปโปรดญาติอยู่บ่อย ๆ ข่าวมาว่าท่านอาจารย์ท่านนี้ไป 3 คน ได้เปิดพระโอษฐ์ให้คุณผู้หญิงท่านหนึ่ง (ขอสงวนนาม) แต่เปิดไม่ได้หรือเปิดไม่ออก ท่านอาจารย์ท่านนี้จึงได้ถามพ่อต้นฯ ซึ่งพ่อต้นฯ ก็ได้บอกว่า เนื้อตัวของหญิงท่านนี้ยังไม่สะอาดพอ หมายความว่าจะต้องไปปฏิบัติตัว ซึ่งคุณผู้หญิงท่านนี้ก็ถามอาจารย์ว่า
มีอาจารย์อื่นอีกไหมที่จะเปิดพระโอษฐ์ให้ เขาตอบว่าไม่มีนอกจากพวกเขา ๓ คนเท่านั้นแหละ อย่างนี้เรียกว่าเป็นการพูด “ตอแหล” ชัด ๆ 
การที่ไม่รู้จักตน เป็นคนเห็นแก่ตัว จึงได้พูดเข้าข้างตนเอง ยกย่องตนเอง นั้น ทำให้เกิดสาเหตุหลายประการที่อาจารย์ท่านนี้ไม่สามารถเปิดพระโอษฐ์ให้ได้เนื่องจากบารมีไม่ถึง จึงไม่รู้ว่าตัวเองนั้นปฏิบัติตัวน้อย ทำให้มี “วิญญาณแถนบัลลังก์ทอง” เข้ามาครอบครองวิถีจิต ซึ่งวิญญาณนี้เป็นตัวร้ายกาจมาก จึงทำให้พ่อต้นได้เปิดองค์พระธรรมและคำดับล้าง “วิญญาณแถนบัลลังก์ทอง” เอาไว้ แต่พวกศิษย์ที่มีสมองน้อยก็ตามไม่ทัน
ที่อาจารย์ท่านนี้พูดว่าติดต่อกับพ่อต้นฯ และพ่อต้นฯบอกว่า ผู้ที่มาเปิดพระโอษฐ์นั้น ยังเปิดไม่ได้เพราะว่า เนื้อตัวยังสะอาดไม่พอนั้น เป็นการพูดเอาตัวรอดไปวัน ๆ หนึ่งเท่านั้น และเป็นการพูด “ตอแหล” ชัด ๆ เพราะว่าในสายสัญญาที่อาจารย์ประหยัดปฏิบัติมานั้น ไม่มีเรื่องการเปิดพระโอษฐ์ ซึ่งการเปิดพระโอษฐ์นั้น เป็นสายเทพที่อาจารย์ประหยัดได้ท่องไปใน “ยุทธจักรสายเทพ” แล้วเอามาประยุกต์กับสายสัญญา 
เมื่ออาจารย์ท่านนี้อวดอุตริอวดอ้างว่าติดต่อกับพ่อต้นฯได้ แต่ไม่เคยรู้เลยว่าใน
ขณะที่พ่อต้นฯ ท่านยังมีชีวิตอยู่นั้น พ่อต้นฯ ท่านไม่ได้รู้เรื่องเกี่ยวกับการ “เปิดพระโอษฐ์” เลย เมื่ออาจารย์ท่านนี้ถามพ่อต้นฯ แล้วมาบอกลูกศิษย์ว่า เนื้อตัวไม่สะอาด ก็เป็นการแสดงว่า “โกหก” ซึ่งในสมัยเมื่อพ่อต้นฯ ท่านยังมีชีวิตอยู่นั้น ถ้าลูกศิษย์คนใดประทับทรง ท่านจะบอกให้ศิษย์คนอื่นๆ ไปดู ท่านจะพูดล้อเลียนว่า ให้ไปดูเขาเล่น “ยี่เก” ซึ่งพ่อต้นฯ ท่านจะไม่สนับสนุนในเรื่องการทรงเจ้าเข้าผี เพราะท่านรู้ว่าถ้าศิษย์ปฏิบัติตัวน้อย ก็จะถูกวิญญาณแถนบัลลังก์ทองเข้าแทรก ทั้ง ๆ ที่ความจริงนั้นตัวพ่อต้นฯ เองก็เป็นร่างทรง ที่พ่อต้นฯ ท่านไม่นำเรื่องการประทับทรง มาสอนให้บรรดาศิษย์ทั้งหลาย ก็เป็นเพราะว่าท่านรู้ว่าลูกศิษย์ของท่านจะรับไม่ได้ ซึ่งถ้าสอนไปแล้วก็จะ “เพี้ยน” ไปตาม ๆ กัน อาจารย์ประหยัดก็ไม่คิดที่จะไปดูถูกคนบุรีรัมย์ ซึ่งถ้าพ่อต้นฯท่านไม่รู้จริงแล้ว เวลานี้คนบุรีรัมย์ที่มาเข้าสายสัญญาก็จะเพี้ยนกันไปหมด ดูเอาง่าย ๆ ยกตัวอย่างเช่น คนกรุงเทพฯ หรือคนเมืองใหญ่ที่คิดว่าตัวเองนั้นเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์ เมื่อเปิดพระโอษฐ์ไปแล้ว ส่วนมากเมื่อไม่ปฏิบัติก็จะเพี้ยนไปตาม ๆ กัน ซึ่งถ้าเข้าใจว่าทำไมถึงมีองค์พระธรรมที่เรียกว่า “แถนบัลลังก์ทอง” ก็น่าจะเข้าใจว่าพ่อต้นฯ ท่านให้ไว้เพื่ออะไร ?

ตัวพ่อต้นฯ นั้นท่านจะจัดพานครูถวาย “พระบารมี” อยู่บ่อย ๆ ลูกศิษย์พ่อต้นฯ ที่ท่านไม่ได้ “เน้น” ในเรื่อง องค์บารมีประจำสังขาร แต่ก็ไปสรรหาเอามาใส่ตัว เช่น อ.บุญเพ็ง พันธุ์สุวรรณ อ.หอมฟุ้ง ขอบใจกลาง ซึ่งจะขอยกตัวอย่างเพียงท่านเดียวที่ได้สัมผัสมาอย่างลึกซึ้ง อ.หอมฟุ้ง ท่านจะพูดภาษาเทพได้ แต่แปลไม่ได้ แต่ท่านจะกล่าวอ้างว่าองค์ของท่านนั้นเป็น ร.๕ เพราะฉะนั้นเมื่อมีลูกศิษย์สาวสุดสวยไปหาท่าน ท่านชอบที่จะบอกว่าองค์ของลูกศิษย์นั้นเคยเป็นชายาขององค์ท่าน ซึ่งถ้าใครเชื่อก็จะต้องไปถวายตัวไปชายา หรือเป็นเมียของ อ.หอมฟุ้ง ก็มีผู้หญิงมากมายหลายคนที่หน้าโง่ตกเป็นเหยื่อของ อ.หอมฟุ้ง เพราะฉะนั้น อ.หอมฟุ้ง จึงมีเมียคงจะมากกว่า ๕ คน

ในระดับ อ.หอมฟุ้ง นั้นเพียงแค่พูดภาษาเทพได้ แต่ไม่มี “บารมี” พอทั้งในสายสัญญาและสายใดๆ ทั้งสิ้น จึงไม่สามารถที่จะเปิดให้ผู้หญิงคนใดพูดภาษาเทพได้ แต่ก็มีผู้หญิงหน้าโง่มากมายที่ไปหลงเชื่อคารมย์คมคาย ตัวเธอทั้งหลายนั้นยังพูดภาษาเทพไม่ได้ ทำไมจึงรู้ว่าตัวเองนั้นเคยเป็นอดีตชายาของ ร.๕ ก็เป็นได้คือเป็นชายาระดับปัญญาอ่อนทั้งนั้นแหละ

เพราะฉะนั้นอย่าคิดว่าจะมีการหลอกลวงในยุทธจักรร่างทรงเท่านั้น ในสายสัญญาก็ได้ไปเอาแบบอย่างร่างทรงมาประยุกต์ใช้หลอกลวงลูกศิษย์เหมือนกัน แม้แต่ อ.เพ็ญจันทร์ ซึ่งเป็นร่างทรงของผี ยังกล่าวอ้างว่าตัวเองนั้นเป็นร่างของ “พระบารมี” ชอบที่จะเล่านิทานเรื่องเดียว ที่เกี่ยวข้องกับกษัตริย์ของจีน ประเภทฮ่องเต้นั่นแหละ หากินกับคนที่ไปเข้าสายสัญญาใหม่ ๆ ทำไมอาจารย์ประหยัด ถึงได้รู้ ก็ตอบได้เลยว่า อ.เพ็ญจันทร์ ท่านบอกว่า อาจารย์ประหยัดนั้นเคยเกิดเป็นฮ่องเต้มาแล้ว ถ้าเชื่อโดยไม่ใช้สติปัญญาละก้อ ทำไมเมื่อฮ่องเต้มาเกิดในเมืองไทย จึงไม่มาเกิดเป็นลูกเจ้าสัว

ถ้าอาจารย์เพ็ญจันทร์เป็นร่างพระบารมีผ่าน ก็แสดงว่าท่านมีบุญบารมีมาก แต่ทำไมจึงปล่อยให้สามีคือ อ.สุวิช เที่ยวเร่ร่อน ไปทุกจังหวัด หาเงินหาทองจากสายสัญญา โดยตัวเองนั้นเป็นผู้เล่านิทานเรื่องฮ่องเต้ไปตลอด ทำไมพระบารมีถึงได้หิวเงินหิวทองขนาดที่ว่าขึ้นไปหาเงินถึงเชียงใหม่ ไม่ทราบว่าพระบารมีท่านเอา “เงินไทย” ไปซื้ออะไรกินบนสวรรค์ เมื่ออาจารย์ประหยัดได้ฟังนิทานของ อ.เพ็ญจันทร์แล้ว ก็ไม่กล้า “แกล้งโง่” ต้องเสียเงินหลายพันบาท ก็เลยไม่ได้ทำพิธีกรรมแต่อย่างหนึ่งอย่างใด ก็เป็นอันว่าไม่ต้องถูกอาจารย์สายสัญญาท่านใหม่มาต้มอีก ถ้าเจออาจารย์สายสัญญามากมายหลายท่านแล้วไปเชื่อ แม้แต่กระดูกในสังขารก็คงจะถูกตุ๋นเปื่อยยุยไปหมด