หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ฆ้องแสนเสียง  (อ่าน 289 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
administrator
Administrator
Hero Member
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 765


"กัมฺมุนา วัตฺตตี โลโก" สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม


เว็บไซต์
« เมื่อ: เมษายน 11, 2011, 03:32:47 PM »

"อายุบวร"
     Angry เอาเรื่องเก่ากลัีบมาให้อ่าน

 Sad Satusanya  สวัสดี administrator
 
ผู้เขียน   หัวข้อ: งานบุญประตูช้างเผือก  (อ่าน 167 ครั้ง)

กระทู้: 463
 
"สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม"

 "อายุบวร"
งานบุญเปิดประตูช้างเผือก เมื่อ ๘ มีนาคม ๒๕๕๒

ฆ้องแสนเสียง สร้างในราคา 185,000.00 บาท


         
 
Re: งานบุญประตูช้างเผือก
« ตอบ #1 เมื่อ: มีนาคม 09, 2009, 12:29:42 PM »    

"อายุบวร"

        ในงานทำบุญ เปิดประตูเมืองเชียงใหม่  ประตูช้างเผือก  มีคนมาร่วมงานประมาณ ๑๕,๐๐๐ คน  โดยมีคำปรามาทจากกลุ่มเสื้อเหลืองว่า  จะมีคนไปในงาน ๕๐ คน  ซึ่งพวกกลุ่มพันธมิตรนั้นพวกนี้สมัยเป็นนักเรียนนั้นพวกเขาตกเลขกันหมดทุกคน

        แม้ ผอ.เพชร ท่านจะทำหนังสือไปเชิญผู้ว่าแล้วก็ตาม  แต่เนื่องจากตำแหน่งผู้ว่าที่ได้แต่งตั้งมานั้นก็ต้องอยู่ในโอวาทของ นายเทพเทือก  ท่านจึงไม่สามารถไปร่วมงานได้  ทั้ง ๆ ที่พ่อเมืองนั้น แปลว่าอะไรก็คงจะรู้  เมื่อคุณมึงเป็นพ่อ ไม่ไปดูแลบรรดาลูก ๆ พ่ออัปรีย์อย่างนี้  พวกคนเชียงใหม่ก็คงจะไม่ต้องการท่านต่อไปแล้ว

        นากยกเทศมนตรีท่านนี้ ชื่อว่า นางเดือนเต็มดวง ณ เชียงใหม่  ก็คงจะเป็นเชื้อจ้าวผู้ครองนครเชียงใหม่  แต่ทว่าเป็น พรรคประชาธิปัตต์  เพราะฉะนั้นก็ต้องอยู่ในความควบคุมดูแลของ นายเทพเทือก เหมือนกัน  ทาง ผอ. เพชร ท่านขอรถน้ำไปช่วยล้างสถานที่จะตั้งปะรำพิธี นางจันทร์เป็ง บอกว่า ไม่ให้  ขอยืมเต๊นท์ไปกาง ก็ไม่ให้ และ ขอรถสุขา ไปช่วย  ได้รับความร่วมมืออย่างดี คือ ไม่ให้

        ก็ไม่ทราบว่า นางเดือนเต็มดวงนั้น  สืบเชื้อสายมาจากเจ้านครเชียงใหม่สายใด  อาจจะเป็นสายเมียน้อยหรือไม่ก็เมียเก็บก็เป็นได้  งานนี้ทาง ผอ.เพชร นั้นก็บอกแล้วว่าเป็นงานบุญของคนเมืองเชียงใหม่  ไม่ใช่เป็นงานของ กลุ่มรักเชียงใหม่ ๕๑ แต่ประการใด

        โรงทานนั้นที่อาจารย์ประหยัดรีบไปจอง  น่าจะเป็น ๑ ในห้าคนแรก  ปรากฎว่ามีคนตามมาร่วมมืออีก ๒๐๐ กว่าโรงทาน  ซึ่งในประวัติตั้งแต่มีโรงทานในงานวัด งานบวช ต่าง ๆ นั้น ยังไม่มีมากเท่านี้  เป็นโรงทานที่ยิ่งใหญ่มากที่สุดเท่าที่เชียงใหม่มีมา  

        ในตอนเช้าที่ทำพิธีนั้น  ก็มี ดร.ท่านหนึ่งเป็นคนเก่าแก่ของเชียงใหม่  ได้มาทำพิธีบวงสรวง  พอเสร็จ ป๋าโบ้ ประธานกลุ่มรักเชียงใหม่ ๕๑ ก็ได้มาเชิญ อาจารย์ประหยัด และร่างของพระแม่อุมา ไปทำพิธีต่อ  "ในนามขององค์ตรีมูรติ  ขออัญเชิญเทพทั้ง ๑๖ ชั้นฟ้า ๑๕ ชั้นดิน  ให้มาร่วมพิธีงานบุญในวันนี้  ขอให้ท่านทั้งหลายได้มาอำนวยอวยพร ให้ลูกหลานและบริวารของท่านที่มาร่วมในงานบุญ"  พูดเสร็จ  องค์ตรีมูรติท่านก็มากล่าวเป็นภาษาเทพ  ป๋าโบ้นั้นท่านมีองค์เล็ก  ท่านจึงไม่สามารถเห็นองค์ได้ทั้งหมด

        ก็พูดได้ว่า ถ้าไม่มีเทพเทวดาช่วย  ก็คงจะไม่มีคนมาเป็นเรือนหมื่นอย่างนี้


Re: งานบุญประตูช้างเผือก
« ตอบ #2 เมื่อ: มีนาคม 11, 2009, 09:21:18 AM »    

"อายุบวร"

       ในงานทำบุญประตูเมือง ช้างเผือกนั้น  เชิญผู้ว่าท่านก็ไม่มา  ถึงเมื่อวานนี้ท่านก็ได้ถูกสั่งย้ายไปอย่างน่าเสียดาย ก็ได้พ่อเมืองคนใหม่มา  เป็นคนเชียงใหม่ นายอมรพันธุ์ นิมานันท์  ลูกชายนายวรศักดิ์ นิมานันท์ อดีต สส.เชียงใหม่  มีบิดาชื่อ ขุนนุพล บ้านอยู่หน้าบ้านนายดี วิบุลสันติ ซึ่งนายดีก็เป็นบิดาของคุณแม่อาจารย์ประหยัด

        ถ้าดูจากรูป จะเห็นพระองค์ที่สองที่แต่งกายไม่เหมือนพระองค์อื่น  ท่านอาจจะแต่งกายแบบว่าเป็นแกะดำในฝูง  พระองค์นี้มีชื่อว่า "ตุ๊แอร์กี่" แต่ ผอ.เพชร ท่านเรียกพระองค์นี้ว่า "ครูบาแอร์กี่" เป็นการยกย่องให้มียศเทียบเท่า "ครูบาศรีวิชัย"  ซึ่งคำว่า "ครูบา" นั้นควรจะใช้ได้กับพระองค์เดียวเท่านั้นคือ "ครูบาศรีวิชัย"

        เมื่อเห็น "ตุแอร์กี่" เดินเข้ามา  อาจารย์ประหยัด ก็เข้าไปทักทาย  รู้ไหมว่า ตุ๊แอร์กี่ แกทำยังไง  ตุ๊แอร์กี่แกล้งทำไม่รู้จักอาจารย์ประหยัด  โธ่เอ๋ยไอ้พระ.......เมื่อผ่านมาประมาณ 6-7 ปี ผ่านมา  อาจารย์ประหยัดได้เดินทางกับตุ๊แอร์กี่ไปกรุงเทพฯ  ไปงานวันไหว้ครูของ อาจารย์สุชาติ รัตนสุข  ก็นั่งเครื่องบินสายการบินไทยไปด้วยกัน  หลังจากนั้นเมื่อกลับมา  ตุ๊แอร์กี่ก็ขอให้อาจารย์ประหยัด เปิดภาษาเทพให้  แกเรียกอาจารย์ประหยัดว่า "เฮีย"  ตุ๊แอร์กี่ บอกว่า "เสื้อวัด" บอกว่าให้ตุ๊แอร์กี่เปิดภาษาเทพกับ อาจารย์ ประหยัด  ซึ่งถ้าตุ๊แอร์กี่พูดภาษาเทพได้แล้ว  แกก็จะกลายเป็นพระที่ดังที่สุดในประเทศไทย  แกก็เชิญอาจารย์ประหยัดเข้าไปในห้องส่วนตัว  แล้วก็ทำการ "เปิดพระโอษฐ์"

        เมื่อเริ่มต้นเปิดนั้น ตุ๊แอร์กี่พูดคำว่ายูไลไปได้ เพียงแค่ ๓ คำ เท่านั้น  แกก็ร้องออกมา โอ้ย ๆ ๆ ..... ตุ๊แอร์กี่ บอกว่า  วันนี้ยังบ่าต้าเตื่อ  คือวันนี้ยังไม่พร้อม  เอาไว้พรุ่งนี้แกจะถอดของซึ่งเป็นวิชาไสยศาสตร์ที่แกมีอยู่ออกเสียก่อน  ในวันรุ่งขึ้นอาจารย์ประหยัดก็กลับไปอีก รู้ไม๊ว่า ตุ๊แอร์กี่แกพูดว่ายังไง  แกบอกว่า วันนี้ก็ยัง "บ่าต้าเตื่อ"  ก็ไม่เป็นไร  นับจากวันนั้นเป็นต้นมาอาจารย์ประหยัดก็ไม่กลับไปหาตุ๊แอร์กี่อีกเลย

        ตุ๊แอร์กี่ แกบอกว่าถ้าเป็นคนอื่นแกก็ไม่กล้าให้ "เปิดพระโอษฐ์" นี่เป็นอาจารย์ประหยัด แกเชื่อ  เพราะว่าแกรู้จักอาจารย์ประหยัดดี  ตั้งแต่สมัยแกยังไม่ได้ไปบวชที่ "วัดท่าสะต๋อย" หลังจากที่แกบวชแล้วนานพอสมควรจึงได้เจอนายแอ กลายเป็นตุ๊แอร์กี่  โดยในขณะนั้นเจ้าอาวาสวัดท่าสะต๋อยคือ "ตุ๊เจ้ามี" ซึ่งคุณวีระ มุสิกพงษ์ ที่เจอคดีในข้อหา "หมิ่นพระบรม" ก็ได้ไปทำพิธีรดน้ำมนต์กับ ตุ๊เจ้ามี  ทำบังสุกุลเป็นบังกุกุลตาย ๒ ครั้ง ก็หลุดคดี  ตั้งแต่นั้นมาคุณวีระก็หาได้สำนึกในบุญคุณ ตุ๊เจ้ามีไม่  ก็เลยไม่กลับไปหา ตุ๊เจ้ามีอีกเลย

        ตุ๊แอร์กี่ นั้นรู้จัก อาจารย์ประหยัด ตั้งแต่เป็นเด็ก  จากเด็กชาวบ้านที่เรียกว่า จนมาก จนไม่มีปัญญาเลี้ยงลูกเลี้ยงเมีย แกจึงได้ไปบวชเสียเพื่อหลบเลี่ยงจากความยากจน  จะเป็นการบวชเพื่อว่ามันหาเงินง่ายก็น่าจะเป็นได้  เมื่อหาเงินง่ายแล้วก็ได้วิชาจากตุ๊เจ้ามี  แกก็เริ่มโ่ด่งดัง  จนลืมตัว  นึกว่ามีคนยกย่องให้เป็นพระครูแล้วจะยิ่งใหญ่กว่าอาจารย์ประหยัดหรือ ความชั่วที่เคยปกปิดรักษาให้ต่อไปก็คงจะต้อง "สัจจํเวอมตวาจา" คนที่ถูกอาจารย์ประหยัดพูดถึงจะเป็นยังไงก็ไม่สนอีกแล้ว
          (๙ มิ.ย.๒๕๕๓) หลังจากที่ ผอ.เพชร ทราบจากลูกน้องของตนเองว่า ตุ๊แอร์กี่ เป็นพระที่มีกิเลศตัณหา  ก็เลิกศรัทธาในตัวตุ๊แอร์กี่  แต่เนื่องจากว่า ผอ.เพชร นั้นไปกราบไหว้ "พระ" ที่ไม่มีศีลบริสุทธิ์ เป็น "โมฆะบุรุษย์" ในผ้าเหลือง พระองค์นี้มีฤทธิ์แรงมาก  จึงทำให้ ผอ. เพชร มีฤทธิ์ ดำดินหายไปตั้งแต่เมื่อ ๑๙ พ.ค.๒๕๕๓ ซึ่งจะมีคนที่ไว้ใจไม่กี่จนเท่านั้นที่ จะรู้ว่า ผอ.เพชร และ ดีเจ.อ้อมนั้น  ดำดินไปถึงเมือง "พญานาค" หรือยัง น่าจะไปกบดานอยู่ใต้สมุทรกับพญานาค  เพื่อรอเวลาที่จะขึ้นมา สู้ ๆ ๆ เสื้อแดง ๆ ๆ อีกต่อไปในรอบใหม่  รอบนี้พักร้อนไป
 

กระทู้: 463
 
"สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม"

Re: งานทำบุญ "ฆ้องแสนเสียง"
« ตอบ #1 เมื่อ: มิถุนายน 09, 2010, 10:11:21 AM »     

"อายุบวร"
   ในที่สุดเมื่อประชาชนตกอยู่ใต้อำนาจของรัฐ  "ฆ้องแสนเสียง" ซึ่งสร้างขึ้นมาด้วยเงินบริจาคของประชาชนชาวเชียงใหม่ หลายพันคน  ก็ถูกนายอมรพันธุ์ นิมานันท์ ลูกข้าวนึ่ง คนเชียงใหม่  สั่งให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ครอบหัวนายอมร ขอประทานโทษ สิ่งปลูกสร้างที่เป็นโรงเก็บ "ฆ้องแสนเสียง" ทิ้ง  แล้วนำเอาฆ้องใบนี้ไปส่งคืนให้ ผอ.เพชรวรรต ที่โรงแรมแกรนวโรรส  เมื่อ วันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๕๓  ซึ่งก็มีกลุ่มเสื้อแดงเชียงใหม่ และผู้ที่ได้ออกเงินร่วมสร้างฆ้องใบนี้พากันไปยืนดู  ก็มีทหารและตำรวจมาคุ้มครอง พนักงานเทศบาลที่มารื้อ ประมาณ ๖๐ คน  ก็มีเสียงก่นด่าบ้างพอสมควร  แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มาก เพราะว่ายังอยู่ใน พรบ.ความมั่นคง ทีมึงกูไม่ว่า ทีข้ามึงอย่าโวย  สุภาษิตของ นักฆ่าในหนังจีนกำลังภายในมีเอาไว้ว่า "แก้แค้น ๑๐ ปี ก็ยังไม่สายเกินไป"
   คำว่า "แก้แค้น ๑๐ ปี ก็ยังไม่สายเกินไป" นั้น  มันเป็นความจริงซึ่ง เมื่อเวลาผ่านไป ๑๐ ปี หรือมากกว่าสิบปี ก็ได้แก้แค้นคนไปหลาย ๆ คน  เมื่อไม่มีอำนาจ "บารมี" สู้ไม่ได้ก็ทำวางเฉยเอาไว้เสียก่อน  แต่เมื่อเข้ามาอยู่ในสายสัญญาแล้ว  พวกคนที่เคยกรุณาทำเราเอาไว้ก่อนนั้น  พวกเขาก็กลายมาเป็นเครื่องทดสอบลองวิชาในสายสัญญา  วันใดที่ยกเลิก พรก.ฉุกเฉิน หรืออย่างช้าสุดเมื่อมีการคัดเลือกผู้แทน  ประการสำคัญก็คือ พวกเสื้อแดงนั้นยังมีความจำดีอยู่  การแก้แค้นนั้่นสำคัญกว่าเงินที่จะมาซื้อตัว  เมื่อถึงเวลานั้นก็คงจะเปลี่ยนผู้่ "ไล่ล่า" มาเป็นพวกคนกลุ่มเสื้อแดงบ้าง
   ซึ่งวันที่พวกเขามาเอา "ฆ้องแสนเสียง" ไปนั้น  อาจารย์ประหยัด ก็ไม่ได้ไปดู  แล้วก็ไม่มีการโกรธแค้นแต่อย่างใด  ก็ในเมื่อเวลานี้เป็นทีของเขา  เรามีสติปัญญาดี ก็จำเอาไว้  เมื่อวันใด "ฟ้าเปลี่ยนสี" เป็นทีของเราบ้าง ก็อย่าได้ลังเลหรือมีสปิริตอวดเป็นคนใจบุญก็แล้วกัน
   ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่ถึงเวลานั้นหรอก  จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตน์  ท่านยิ่งใหญ่กว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หลายเท่านัก  มีอำนาจล้นฟ้า สั่งยิงเป้าคนมากี่คนแล้ว  แต่ในที่สุดแม้แผ่นดินผืนเดียวที่เป็นของท่านในสมัยเมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่ ก็ถูกตามยึดตามล้างตามเช็ดเอามาจนหมด  ไม่มีสิ่งมีชีวิตหรือวัตถุใด ๆ ที่จะไม่ถูกกาลเวลาทำลายไม่ได้ ทุกสิ่งก็ย่อมสลายไปตามกาลเวลา  สิ่งที่อยู่ได้นั้นก็คือคุณงามความดีเท่านั้นเอง


กระทู้: 463
 
"สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม"
Re: งานบุญประตูช้างเผือก
« ตอบ #2 เมื่อ: มกราคม 03, 2011, 10:56:57 AM »   

"อายุบวร"
      พูดถึงความหลังของฆ้องแสนเสียง  ในเวลานั้นกลุ่มรักเชียงใหม่ ๕๑ กำลังเหมือนพลุที่กึกก้องบนท้องฟ้า  ในวันทำพิธีที่ลานประตูช้างเผือกนั้น  ฝ่ายประชาชนที่หน้าบานที่สุดน่าจะได้แก่ ผอ.เพชร และ ดีเจ.อ้อม ฝ่ายสงฆ์ที่คิดว่าตัวเองบารมีสูงส่ง มีแกนนำอย่าง ผอ.เรียกท่านว่า "ครูบาแอร์กี่" ซึ่งทำให้บรรดาเสื้อแดงก็ยกย่องท่านทั้งหมด โดยหารู้ไม่ว่าเมื่อหัวหน้ากลุ่มหรือแกนนำ นำไปทางโง่ก็ต้องโง่ตามเป็นฝูง
        อาจารย์ประหยัด ก็ไปนั่งดู อาจารย์สมเกียรติ และผอ.เพชร ที่คลานเข้าไปกราบครูบาแอร์กี่ ซึ่งถ้ารู้ถึงเบี้องหลังก็จะกราบท่านไม่ลง  ซึ่งในที่สุด ผอ.เพชร ก็ไปทราบประวัติครูบาที่ท่านหมอบกราบนั้นมีความเป็นมาเป็นไปยังไง จากลูกน้องของท่านเอง  ตั้งแต่นั้นมาก็เลยเลิกนิมนต์ครูบาแอร์กี่มาทำพิธีต่าง ๆ จนในที่สุดก็เปลี่ยนจากครูบาแอร์มามาเป็น พระครูสุเทพ สุทธิคุณ แทน  แต่....เมื่อได้สวามิภักดิ์กราบครูบาแอร์กี่มาแล้ว  ก็ไม่ทราบว่าท่านมีฤทธิื์เดชมากหรือยังไงก็ไม่ค่อยจะรู้  แต่รู้ว่า อาจารย์สมเกียรตินั้นถึงกับเพี้ยน ไปไล่ต่อย อ.สุรพล ถึงห้องส่ง แล้วาอีกคนที่ไปยกย่องครูบาแอนั้น ก็คือ ผอ.เพชร ก็ถูกหางเลขเหมือนกัน ต้องหลบลี้หนีภัยไปอยู่ประเทศเพื่อนบ้านตั้งแต่ ๑๙ พ.ค.๒๕๕๓ จนถึงเดี๊ยวนี้
      เป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่เคยเห็นโรงทานมาในงานนี้กว่า ๒๐๐ เจ้าที่มาช่วย  ซึ่งอาถรรพณ์ของการที่ไปกราบพระที่ไม่อยู่ในศีลในธรรมแล้วก็เล่นของนั้น ตั้งแต่นั้นมาเมื่อมีงานใด ๆ ของกลุ่มรักเชียงใหม่ ๕๑ ถ้ามีคนไปช่วยทำโรงทานถึง ๒๐ เจ้าก็นับว่าเก่งแล้ว แม้แต่ตัวอาจารย์ประหยัดเองก็เลิกทำบุญเกี่ยวกับโรงทานนับตั้งแต่วันฉลองฆ้องแสนเสียงเป็นต้นมา แล้วจะไม่ไปเป็นเบ๊เสียเงินเสียทองเสริมบารมีให้กับใครอีก เพราะการทำโรงทานนี้ไม่ใช่ว่าจะได้บุญหนักหนาเท่าไรเลย เป็นการไปทำบุญเพื่อที่อยากจะได้หน้า ซึ่งถ้าอยากจะได้บุญมาก ๆ ก็น่าจะไปทำบุญกับคนที่จน ๆ ไม่มีจะกินดีกว่า อย่างพวกคนที่ถูกน้ำท่วม ภัยหนาว
    :  ทีนี้มาพูดถึง พระครูสุเทพ บ้าง อาจารย์ประหยัด ได้ยินชื่อเสียงท่านมานาน ในสมัยเมื่อเชียงใหม่มีแก๊งต่าง ๆ นั้น รู้จักว่า พระครูท่านชื่อเดิม คือพันยักษ์ โด่งดังในการเป็นผู้นำแก๊ง อยู่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำปิง  เมื่อมาเจอท่านอีกทีหนึ่งนั้น ท่านเอาเหรียญหลวงปู่แหวนไปฝากขายที่ ธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การ สาขาประตูเชียงใหม่ ซึ่งเวลานั้นท่านเป็นพระ อาจารย์ประหยัดเป็นผู้ช่วยแคชเชีย แล้วในที่สุดก็มาเจอกันที่ กลุ่มรักเชียงใหม่ ๕๑ ซึ่ง อาจารย์ประหยัดได้เข้าไปก่อนท่านหลายเดือน แล้วท่านก็ค่อย ๆ คืบคลานเข้าไป จนกลายมาเป็น ดีเจ.กลุ่มรักเชียงใหม่ ๕๑ มีคนให้ความเคารพนับถือท่านตาม ผอ.เพชร และ ดีเจ.อ้อม  มันก็ทำให้คนที่ยังไม่พ้นกิเลศแม้อยู่ในผ้าเหลืองลืมตัว  คิดว่าเป็นอดีตหัวหน้าแก๊งมีัคนนับถือน้อย แต่เวลานี้พวกเสื้อแดงนับถืออาตมาหมด  นิสัยเก่า ๆ ที่เคยเป็นนักเลงก็เริ่มโผล่ออกมา พูดจาไม่ค่อยเหมือนพระ อวดศักดากับบรรดาสมาชิกเสื้อแดง ซึ่งคนที่เขาเจอมาก็มาเล่าให้ฟัง ท่านคงจะลืมตัวไปว่าเวลานี้ท่านแก่แล้ว อายุ ๗๔ ปี ไม่กลัวมันต้องกลัว เพราะสังขารมันสู้คนหนุ่มไม่ได้หรอก เวลานี้ท่านเป็นพระที่ดังเพราะกลุ่มเสื้อแดง ท่านน่าจะยิ่งสำรวมมากขึ้น ถ้าท่านทำรุ่มร่ามกับอาจารย์ประหยัด ไม่ให้เกียรติกัน ดีไม่ดีอาจารย์ประหยัดก็อาจจะเจอข้อหาเอาด้ามปืนไปกระแทกหน้าพระ ซึ่งถ้าถูกทำก่อนเลือดขึ้นหน้า กูก็ไม่กลัวมึงเหมือนกัน ทุกวันนี้ก็นับถือท่านมาก แต่อย่าทำให้เหนือพระก็แล้วกัน ท่านทำตัวเยี่ยงพระ สำรวมเราก็กราบกรานท่านได้อย่างสนิทใจ เวลาเข้าวัดท่านใจเราก็มีแต่ความสุข อาจารย์ประหยัดเคยไปวัดของพระเกษมมาแล้ว จนเวลานี้กล้าพูดว่า "พระเกษมส้นตีน" แล้วใครจะทำไม เมื่อมึงด่าองค์บารมีกูว่า เทวดาส้นตีน แล้วเทวดากูก็ไม่เคยไปขอทานใครกินเหมือนมึงเลย  มึงเป็นพระที่เอาเปรียบคนอื่นไม่ยอมทำงาน แล้วก็เที่ยวขอทานเขากิน มึงยังบังอาจมาด่าเทวดาประจำสังขารของกูอีก
        ท่านพระครูเมื่อคราวอยากดัง ท่านถึงกับวิ่งไปถึงเวที นปช จำไม่ได้ว่าท่านเอาพระอะไรที่ใส่จีวรเป็นทองคำก็คงจะราคาจีวรไม่ต่ำกว่าหมื่น  เอาไปมอบให้กับ คุณวีระ มุสิกพงษ์ ถึงหลังเวทีแล้วยังมาคุยโอ้อวดอยู่หลายเดือน จนถึงเวลานี้ก็คงไม่อยากพูดถึงเรื่องเอาของดีไปมอบให้กับ คุณวีระอีกแล้ว เพิ่งจะมาถึงบางอ้อว่า แกนนำ "รวยแล้วเลิก" พูดไปแล้วก็ช้ำใจพระเปล่า ๆ  ท่านเป็นพระที่สอนเกี่ยวกับ วิปัสนากรรมฐาน ซึ่งมันก็น่าตลกที่ว่า ผู้สอนนั้นสอนเป็น แต่ก็ยังคงจะไม่ได้ฌาณ อย่าว่าถึงฌาณ ๔ เลย แม้แต่ฌาณ ๑ หรือครึ่งฌาณนั้นคงจะไม่ได้ เปรียบเหมือนช่างซ่อมเครื่องบินที่ขับเครื่องบินไม่เป็นนั่นแหละ ก็เป็นช่างเครื่องไปจนตาย หรือเป็นครูสอนนั่งวิปัสนากำมัฐานไปจนตายนั่นแหละ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 06, 2011, 02:26:00 PM โดย administrator » บันทึกการเข้า

I am a slow walker in Saisanya, but I never walk back.
หากจะคิดปฏิบัติในสายสัญญาแบบไฟไหม้ฟาง ก็ไม่ควรที่จะเข้ามาปฏิบัติเสียจะดีกว่า
administrator
Administrator
Hero Member
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 765


"กัมฺมุนา วัตฺตตี โลโก" สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม


เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: เมษายน 11, 2011, 03:52:26 PM »

"อายุบวร"
    Sad ในวันนี้ตอนเที่ยงวันก็ได้ขับรถไปกินข้าวที่ร้านเฮียอ้วน  ซึ่งเฮียอ้วนก็เปิดวิทยุ FM.92.50 ให้ฟัง ซึ่งก็ได้ยิน ผอ.เพชร และดีเจ.อ้อม จะนำฆ้องแสนเสียงไปแห่รอบเมืองเชียงใหม่  ได้ยินแว่ว ๆ ว่าฆ้องแสนเสียงใบนี้สร้างโดยเงินประชาชน เก็บคนละ ๑ บาท ฆ้องใบนี้ราคาเป็นล้าน  ก็เลยมาเปิดดูเว็บเก่าที่ได้เขียนเอาไว้  ปรากฎว่าฆ้องแสนเสียงที่เก็บเงินสร้างในเวลานั้นราคาเพียง 185,000.00 บาท เท่านั้นเอง  หากไม่ได้เขียนเอาไว้ ก็คงจะจำไม่ได้  แล้วคนที่หนีไปอยู่เขมร กลับมาแล้วก็คงจะตกใจแล้วก็โมโห คงจะไม่รู้ว่า ทางเทศบาลนั้น ได้เอารถขนขยะบรรทุกฆ้องนำมาส่งที่หน้าโรงแรมแกรนวโรรส  จนจำไม่ได้ว่าฆ้องใบนี้ซื้อมาราคาเท่าไหร่  เวลาผ่านไป ๙ เดือนไม่น่าจะแก่จนจำอะไรไม่ค่อยได้
    Cry ผอ.เพชร และ ดีเจ.อ้อม คงจะจำไม่ได้ว่า ท่านเป็นหัวคะแนนให้นายกทัสนัย บูรณุปกรณ์ จนได้เป็นนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่  แล้วเมื่อ ผอ.เพชร และ ดีเจ.อ้อม ได้หนีไปเขมร พร้อมกับ ดีเจ.ต้อม และ ดีเจ.อ้่วน  ทางเทศบาลก็คงจะเป็นห่วงว่าไม่มีใครดูแลฆ้อง แสนเสียงให้  ถึงแม้จะมีความศักสิทธิ์เพียงใดก็ตาม จึงได้นำฆ้องแสนเสียงไปคืนให้ที่หน้าโรงแรมเสีย  เมื่อมาคิดดูว่าเมื่อ ผอ.เพชร ท่านจะลงกรุงเทพฯ ท่านก็ได้ออกประตูชัยทางฆ้องแสนเสียง เพื่อไปเรียกร้องประชาธิปไตยที่กรุงเทพฯ ทุก ๆ ครั้ง แต่ในครั้งนี้ไม่ทราบว่าเพราะท่านแขวนพระรอดลำพูนหรือ จึงทำให้ท่านหายตัวรอดไปจากเชียงใหม่นานถึง ๙ เดือน  แสดงว่าฆ้องแสนเสียงไม่ศักดิ์สิทธิ์จริง ถ้าศักดิ์สิทธิ์จริง ท่านก็คงจะชนะกลับมาแล้ว ชัยชนะของ ผอ.เพชร ครั้งสุดท้ายก็คือ ข้อหาแว่ว ๆ ว่า ผู้ก่อการร้าย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 06, 2011, 02:28:28 PM โดย administrator » บันทึกการเข้า

I am a slow walker in Saisanya, but I never walk back.
หากจะคิดปฏิบัติในสายสัญญาแบบไฟไหม้ฟาง ก็ไม่ควรที่จะเข้ามาปฏิบัติเสียจะดีกว่า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: