"อายุบวร"

เมื่อเราดับล้างเสร็จ ก็ไปกรวดน้ำ ตามที่ได้ปฏิบัติตามอาจารย์มานั้น เวลากรวดน้ำก็ใช้ถังสีถังใหญ่ ใส่น้ำเต็ม ในขณะที่เรากล่าวคำกรวดน้ำนั้นก็เอียงถังเทไปเรื่อย ๆ ให้น้ำหมดพอดีกับคำกรวดน้ำจบ ถ้าในสถานที่คับแคบ ก็ต้องใช้ถังสี ๒ ถัง เอาขันตักน้ำจากถังหนึ่งเทลงไปอีกถังหนึ่ง เมื่อน้ำหมดขันก็ตักใหม่ ว่าไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะจบบทกรวดน้ำ

ส่วนบทภาวนาที่ว่า "สายสัญญา สาย นะ มะ ทะ นะ ทินะ ทินะ พะนะมะ สายพัดจุลียะ อุดถัง อุดถัง นั้น นาคราช นะ นะ นะ โสด พัดจุลี สายปั่นกาย สายเหล็กไหลลิงค์ สิทธิพระเนินสัญญา (สูด) นั้นเป็นการใช้กล่าวก่อนการประจุองค์พระธรรม หรือใช้ปั่นกาย ให้องค์พระธรรมเข้ามายั่งในสังขาร "นะ" ก็คือองค์พระธรรมที่มีในสมุดองค์พระธรรม คือ องค์นะธรรมธาตุ องค์นะกุศล "พะ นะมะ" ก็คือ องค์พะนะมะ และองค์ใหญ่ที่สุดที่เรากล่าวก็คือ "สายพัดจุลียะ อุดถัง อุดถัง นาคราช นะ นะ นะ โสด พัดจุลี" องค์นี้เป็นองค์พระศรีอาริยะเมตตรัย ส่วนการปั่นกายนั้น เขาให้ใช้เพียง "สายนะ สายปั่นกาย สายเหล็กไหลลิงค์ สิทธิ์พระเนิน สัญญา"

เมื่อเปิดพระโอษฐ์แล้ว การปฏิบัติต่อไปนั้น ภายใน ๓ วันแรก ก็จะสอนให้ทุกคนไปนั่ง พูดภาษาเทพ บางคนนั้นพูดได้เลย โดยไม่ต้องมีคำกล่าวนำ แต่ถ้ายังพูดไม่ได้ก็ต้องใช้กำกล่าวนำ ซึ่งก็มีใช้หลาย ๆ อย่างตามแต่ที่อาจารย์ทั้งหลายเขาได้มาจากอาจารย์ของเขา มาตอนหลังนั้นเวลาเปิดจะไม่ใช้คำกล่าวนำ แต่จะให้องค์เทพในสังขารของลูกศิษย์ฝึกพูดเลย มีอยู่บางองค์เท่านั้น จะเกรงในบารมีขององค์พระฤษี ซึ่งจะทำให้พูดได้ช้า แต่ถ้าองค์อยู่ในระดับเดียวกันนั้นพูดไปสักครู่ก็จะพูดได้เลย สำหรับองค์ที่เปิดง่ายก็คือ องค์พระนางเรือล่ม องค์เจ้าชายาดารารัศมี องค์พระแม่ีอุมา องค์พระแม่ลักษมี องค์สุรัสวดี ฯลฯ

เมื่อเชิญองค์มาสนทนา หรือมาสวดมนต์ฺ ได้แล้วนั้น ต่อไปก็ต้องฝีกถามตอบ โดยการส่ายหน้า หรือพยักหน้า ซึ่งมีหลาย ๆ คนที่ฝึกยังไงก็ไม่สามารถทำได้ แต่จริง ๆ นั้นถ้าไม่ใช้สมองไม่คิดอะไร ทำสมองว่างก็จะทำได้โดยง่าย เหมือนกับการสนทนากับองค์บารมีประจำสังขาร แต่เราจะได้คำตอบเพียงแค่ว่า ใช่ หรือไม่ใช่ หากใช้จนชำนาญแล้ว กันก็จะเลื่อนหรือย้ายคำตอบมาไว้ภายในจิตอย่างรวดเร็ว มีบางคนเท่านั้นแหละ ที่เวลาพูดภาษาเทพแล้วก็จะแปลได้เลย สามารถมองเห็นองค์ประจำสังขารคนอื่นได้ แต่ก็จะเห็นและแปลได้เท่านั้น ซึ่งก็จำเป็นต้องมายกถาด เพราะว่าองค์บารมีของเขารู้ว่า หากสังขารไม่ยกถาดก็จะมีความสามารถอยู่แค่นั้น จึงต้องยกถาดเพื่อเพิ่มบารมีให้กับสังขาร และองค์บารมี

จำเป็นไหม ? ที่จะฝึก ถาม-ตอบ กับองค์ ตอบว่าจำเป็น ซึ่งตัวอาจารย์ประหยัดนั้นไม่ได้ตาทิพย์ แปล ภาษาเทพไม่ได้ แต่สามารถรู้ได้ว่า ใครที่มาหานั้น มาลองของ จริง หรือ ไม่จริง ก็จะรู้ แม้ในขณะที่เปิดพระโอษฐ์นั้น ก็จะรู้ได้ว่า องค์ที่มาพูดนั้นเป็นองค์บารมีหรือผี วิญญาณ แฝง มา ซึ่งในขณะที่ องค์บารมีเราคุยไปนั้น เราก็ถามไปในตัวด้วย ก็จะได้คำตอบออกมา ซึ่งหากมาหลอก ลองของ อาจารย์ประหยัด มีบารมีที่ว่า องค์พระบารมีรับรองทุกกระทรวง ก็จะอาราธนาองค์ตรีมูรติลงประทับ ทีนี้ก็สนุกกันแหละ เพราะว่า องค์เทพองค์อื่น ๆ นั้น ส่วนมากจะเกรงพระบารมีของพระศิวะ และพระนารายณ์๋ ซึ่งบางคนนั้นทรงไม่จริง หลอก เราก็รู้ ถ้าเป็นปัจจุบันนี้ ก็จะว่าเอาให้เจ็บ ๆ บางครั้งก็จะพูดไปว่า เทพอย่างมึงนะเทพกระจ๊อก คือไม่มีเทพ แต่เล่นบททรงเอาเองว่าเป็นเทพ ซึ่งคนอย่างนี้ไม่จำเป็นที่จะต้องไปพูดดีด้วยแล้ว คนที่มาดีก็จะได้ของดีกลับไป ไอ้ประเภทที่มาลองของนั้น มันก็จะไม่ได้อะไรเลย บางครั้งอาจจะได้หลักประหารมารกลับไป แล้วในที่สุดสังขารก็จะประสบ
ความวิบัติเท่านั้น

มีลูกศิษย์ ๒ คน ที่พูดว่า ภาษาเทพนั้นไม่จำเป็น คือ นายกบแก่ และ นายธนากร ซึ่งที่พวกเขาไม่ก้าวหน้านั้น เพราะว่าเขาพูดสื่อกับองค์บารมีไม่ได้ มีพระดังองค์หนึ่ง ชื่อ พระเกษม อาจิณสีโล เขาบอกว่า เทพของ อาจารย์ประหยัดนั้น ลงมาแล้ว พูดภาษาไทยไม่ได้ ก็เป็นเทพส้นตีน ซึ่งอาจารย์ประหยัดก็ด่าพระองค์นี้ในเว็บนี้และที่ไหนที่ไปสนทนาถึงพระองค์นี้ได้ ก็จะพูดว่าพระเกษมส้นตีน อาจารย์สุจินต์ ท่านสอนว่า ถ้าใครไปก้าวร่วง "พระบารมี" คนอื่น โดยเฉพาะ "พระ" นั้น ก็จะถูกทำโทษ ซึ่งก็ได้ด่าหลวงพ่อส้นตีน จนท่านได้ดี คือท่านถูกฟ้อง เรื่องกำลังอยู่บนศาล หากศาลตัดสินว่าผิด ท่านก็จะถูกสึก ที่กล้าด่าท่านว่าพระส้นตีน เพราะท่านเป็นพระมาก้าวก่ายในเรื่องเทพ ท่านด่าองค์บารมีของเราได้ เราก็ถามองค์บารมีของเราว่า เราจะด่าพระองค์นี้ได้หรือเปล่า เมื่อท่านบอกว่าได้ เราก็จัดการพูดด่าพระองค์นี้ได้เลย คือการที่จะไปล่วงละเมิดบารมีของคนอื่น เพราะเขามีองค์ ไปล่วงละเมิด ก้าวล่วงพระ เพราะท่านมีศีลครบ ฯลฯ ก็จะต้องถามองค์็เสียก่อน จึงจะกระทำได้