หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: บ่ามีเงินหมื่น จะไปลื่นหน้าตุ๊เจ้า  (อ่าน 389 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
administrator
Administrator
Hero Member
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 765


"กัมฺมุนา วัตฺตตี โลโก" สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม


เว็บไซต์
« เมื่อ: สิงหาคม 16, 2011, 11:14:46 AM »

"อายุบวร"
    Angry คำว่า "บ่ามีเงินหมื่น จะไปลื่นหน้าตุ๊เจ้า" ได้ยินมาตั้งแต่เป็น "ละอ่อน" น่าจะมีมานานตั้งแต่โบราณกาล  ซึ่งในสมัยก่อนนั้นหากจะฟังธรรมะนั้นต้องไปฟังจากพระ  แต่ในสมัยนี้อยาก "เรียนรู้" ธรรมะ ก็เปิดเว็บ เลือกอ่านเอาได้อย่างสบาย  แม้แต่พระไตรปิฎกนั้น  ก็เขียนไปขอแผ่นที่มหาจุฬา หรือตามเว็บหลาย ๆ เว็บ เขาก็จะจัดส่งมาให้ฟรี ๆ
    Cry เพราะฉะนั้นการเข้าวัดในสมัยนี้ของอาจารย์ประหยัดนั้น จะเข้าวัดตามประเพณี  ไม่ได้เข้าวัดแบบหลงโง่งมงายเหมือนเมื่อก่อน  จากที่เคยโง่เมื่ออยู่นานเข้า มีประสบการณ์ในชีวิตมากเข้า  เรียกว่าเขี้ยวงาก็ลากดิน  จะให้พระรุ่นหนุ่มกว่าเรามาจูงจมูกเหมือนเอาเชือกไปมัดจมูกควายแล้วจูงเดินไปก็ไม่น่าจะทำ  แม้จะไม่บวชเป็นพระ แต่ก็เห็นคนที่บวชเป็นพระแล้วสึกออกมามากมาย  พระธรรมคำสั่งสอนไม่ได้สอนพระทุกองค์ให้พระที่ดีหมดได้ทุกองค์หรอก ถ้าในชีวิตไม่ได้คลุกคดีกับพระก็จะไม่รู้่ว่า วงการของพระนั้นเป็นอย่างไร  อาจารย์ประหยัดในสมัยเมื่อฟัง "อภิธรรม" ของ อาจารย์สุจินต์  ต้องเข้าวัดทุกอาทิตย์ สมัยนั้นฟังธรรมโดยไปเทป  ต้องไปซื้อเทปมาทีละหลายสิบตลับ อัดเอาไปให้พระฟัง ซึ่งพระในวัดนั้นท่านไม่มีความสามารถที่จะไปหาฟังได้ที่ไหน  แต่เนื่องจากอาจารย์ประหยัดเส้นใหญ่ พี่สาวเป็นศิษย์เอกอาจารย์สุึจินต์  มาตอนหลังนี้เขียนจดหมายไปจ๊วกอาจารย์สุจินต์มาก เขาก็ห้ามพี่สาวไม่ได้ซื้อเทปไปขายต่อให้อาจารย์ประหยัด และน้องสาวอีก แต่เพราะเป็นคนกว้างขวางก็สามารถไปเอาเทปสนทนาธรรมของอาจารย์สุจินต์ จากที่อื่นได้
      Undecided เพราะฉะนั้นธรรมะไม่จำเป็นต้องให้พระสอน  มีแต่จะไปสอนพระไม่ว่า  ธรรมมะในตำรานั้น มันไม่เหมือนกับธรรมะที่ปฏิบัิติด้วยตนเอง  อาจารย์สุจินต์นั้นเรียนรู้ธรรมมะจากพระไตรปิฎกด้วยตนเอง  มีพรสวรรค์ในด้านนี้จึงสามารถจำพระไตรปิฎกได้หมด  ไม่ว่าพระวัดไหนก็ไม่กล้าที่จะสนทนาประทะคารมย์กับ อาจารย์สุจินต์  พระทุกองค์ที่ไปสนทนาธรรมกับอาจารย์สุจินต์ต่อหน้าลูกศิษย์ของท่าน จะหน้าแตกกลับวัดไปทั้งนั้น เมื่ออาจารย์สุจินต์พูดธรรมะ ข้ามเขตไปในเรื่อง "เทพ" ซึ่งอาจารย์สุจินต์นั้นรู้่ในเรื่องเทพน้อยมาก  เมื่อมาเจอกับอาจารย์ "เปิดพระโอษฐ์" ก็เลยถูกอาจารย์ประหยัดจ๊วกคืน ข้ามเขตมาจ๊วกเรื่องส่วนตัวของอาจารย์สุึจินต์เสียอีก  เพราะว่าฟังอาจารย์สุจินต์มานาน ถึงเวลาที่จะต้องจากกัน ก็ต้องสอนให้อาจารย์สุจินต์รู้ว่า เก่งในเรื่อง "ธรรม" นั้นดีแล้ว อย่าก้าวข้ามมาเก่งในเรื่องที่อาจารย์ประหยัดรู้ดีกว่า จึงทำให้อาจารย์สุจินต์ไม่กล้าอ่านจดหมายของอาจารย์ประหยัด  ได้ตั้งหม่อมคนหนึ่งมีหน้าที่เปิดจดหมายอาจารย์ประหยัดอ่าน แล้วจึงไปรายงานให้อาจารย์สุจินต์ทราบอีกทีหนึ่ง
      Undecided ศิษย์เอก อาจารย์สุจินต์ รุ่นที่อาจารย์ประหยัด ไปฟังธรรมะนั้น  พวกนี้เก่งมากในการพูดธรรมะ เก่งพอ ๆ กับคุณจตุพร แกนนำเสื้อแดงนั่นแหละ ฝ่ายเปิดพระไตรปิฎกเอามากล่าวอ้างก็เปิดได้ไวมาก  พวกนี้เวลานี้แตกแยกลาจากอาจารย์สุจินต์ไปหมดแล้ว  จะมีพวกใหม่เหยื่อรายใหม่เข้ามาแทน การหาลูกค้าหรือหาสาวกหรือสมุน โดยใช้องค์สัมมาสัมพุทธเจ้า มาเป็นแกนนำนั้นได้ผลดีอยู่แล้ว  อาจารย์สุจินต์ใช้ศาสดาของโลกมาเพื่อหาคนเข้ามาสนับสนุน  แต่แกนนำกลุ่มรักเชียงใหม่ ๕๑ นั้น ใช้ คุณจตุพร และคุณณัฐวุฒิ มาเป็น โมเดล ในการเรียกมวลชน "เก่าไป ใหม่มา" เป็นกงกรรมกงเกวียน  ใครที่รู้เท่าทันก็ออกไป คนใหม่ที่ไม่รู้ก็เข้ามาแทน ถามว่าในประเทศไทยนี้มีพระกี่องค์ที่ได้เพียงขั้น "อนาคามี" อย่างหลวงตามหาบัวที่ลูกศิษย์ของท่านบอกว่าท่านสำเร็จอรหันต์แล้ว  ทำไมเมื่อมรณะภาพจึงได้เผาร่างท่านเสียรวดเร็วปานกามนิตหนุ่มน้อย
    น้องสาวอาจารย์ประหยัด เจออาจารย์สุจินต์ ๒ ครั้ง หมดไป ๒ หมื่นบาทด้วยความศรัทธา  แต่ไปเจอกับ พระโต้ง ที่จบปริญญาโท จากสแตนฟอร์ต นั้น ไม่ทราบว่าเป็นความศรัทธา หรือเป็นการหลงที่ถูกพระยกย่อง จึงได้หมดเงินไปหลายแสน  เวลานี้ได้กลับมาสู่อ้อมอกสามีและลูกสาวแล้ว  ที่น้องสาวแยกตัวออกมาได้นั้น  ไม่ใช่เพราะบุญที่ทำกับวัดหรอก แต่มันเป็นเพราะว่า พระโต้งนั้นลืมตัว  ได้ดีแล้วมองไม่เห็นหัวน้องสาว  ทำดีแล้วเมื่อมันไม่เห็นความดีของเรา แยกตัวออกมานั่นแหละดีแล้ว นี่เป็นน้องสาวนะ ถ้าทรยศต่ออาจารย์ประหยัด หลักประหารมารก็เต็มหลัง Mung แล้ว
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 16, 2011, 11:31:16 AM โดย administrator » บันทึกการเข้า

I am a slow walker in Saisanya, but I never walk back.
หากจะคิดปฏิบัติในสายสัญญาแบบไฟไหม้ฟาง ก็ไม่ควรที่จะเข้ามาปฏิบัติเสียจะดีกว่า
administrator
Administrator
Hero Member
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 765


"กัมฺมุนา วัตฺตตี โลโก" สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม


เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: สิงหาคม 17, 2011, 10:49:03 AM »

"อายุบวร"
      Angry ถามว่าถ้าเราไม่รู้ว่า "พระ" องค์นั้น องค์นี้ ชั่วช้า  ทำบุญไปเราจะได้บุญไหม  ก็ตอบว่าไม่ได้บุญ  เหมือนกับว่าเราซื้อกล้วยไปให้ "เสือ" กิน  มันจะกินหรือเปล่า  มันไม่กินหรอกแต่มันอยากกินคนที่เอากล้วยไปให้มันนั่นแหละ การทำบุญนั้นต้องทำให้เป็นจึงจะได้บุญ  เอาเป็นว่าจะเล่านิทานเกี่ยวกับพระให้ฟังสัก ๑ เรื่อง
    Tongue ในสมัยเมื่อเป็นเด็กนั้น คนสันป่าข่อย แม้แต่เจ๊กยังเรียกอาจารย์ประหยัดว่า หลักเล้ง แปลเป็นไทยว่า นักเลง  จนเมื่อสิบกว่าปีที่ผ่านมานั้น ลูกเศรษฐีเชียงใหม่คนหนึ่ง เขาเรียกอาจารย์ประหยัดว่า "เจ้าพ่อสันป่าข่อย"  คือดังมาตั้งแต่เด็ก มีบรรดาเด็กกร่างรุ่นหลังทั้งหลายรู้่จักอาจารย์ประหยัดทั้งนั้น  มีเด็กสลัมคนหนึ่งชื่อเล่นว่าแอร์ มีลูกมีัเมียแล้ว แต่หาเลี้ยงไม่พอกิน แกก็ไปบวชเป็นพระที่วัดท่าสะต๋อย กับตุ๋เจ้ามี เล่าเรียนวิชาเกี่ยวกับทำเทียน ทำยันต์ จากพระอาจารย์บุญมี ซึ่งตุ๊เจ้ามีนี่แหละที่ทำ "บังสะกุลเป็น บังกสะกุลตาย" ให้กับ นายวีระ มุสิกพงศ์ จนพ้นจากคดี "หมิ่นสถาบัน" เมื่อได้วิชาจากตุ๊เจ้ามีมาหมดแล้ว ตุ๊แอร์ท่านก็ทำเทียนให้กับพี่สาว ไปจุดในที่ดินที่ต้องการขาย จุดไปประมาณ ๑ เข่ง จนพี่สาวตายก็ยังไม่ได้ขาย แต่มาขายได้่ตอนหลังจากพี่สาวตายไปแล้ว ๕ ปี  จำได้ว่าประมาณ ๘๕ ล้านบาทเท่านั้นแหละ
     ตุ๊แอร์นั้นไม่ค่อยจะใส่ใจในเรื่องการอ่านและเล่าเรียนพระไตรปิฎกเท่าไรนัก  วัน ๆ หนึ่งก็ทำเทียน หาเงิน ไม่ทราบว่าวัดครึ่งหนึ่ง กรรมการครึ่งหนึ่ง หรือไม่  แต่ทำตัวเหมือนญาติ อาจารย์ประหยัด คือ อาจารย์พงศ์ษา จบปริญญาโทจาก สหรัฐอเมริกา บวชเป็นพระ มีบ้าน หลายหลัง มีรถยนต์ แล้วก็มีเมียด้วย ซึ่งตุ๊แอร์แกก็คงทำตาม พระพงศ์ษาได้เพียงแค่มีเมียแต่ชนะตอนที่มีลูกนี่แหละ  พระพงศ์ษานี่ทำแปลก หนีเมียไปบวช เพราะตัวเองหมดน้ำยา เมียเป็นลูกศิษย์ยังสาวสวยอยู่ คงจะสู้รบปราบมือไม่ไหวจึงหนีไปบวช  แต่ตุ๊แอร์ท่านสู้ค่าครองชีพไม่ได้จึงหนีไปบวชเพื่อหาเงินเลี้ยงลูกและเมีย
    Angry แล้วมีใครบ้างที่รู้ว่า พระพงศ์ษามีเมีย และตุ๊แอก์ก็มีลูกมีเมีย ก็พวกฉลาดอย่างอาจารย์ประหยัดเท่านั้นที่รู้ คนที่ไม่รู้เขาก็เข้าหาตุ๊แอร์กันเป็นฝูง โดยเฉพาะพวกหน้าโง่ที่มาจากกรุงเทพฯ  แม้แต่ เจ้าทรงระดับท๊อปเทน อย่างอาจารย์สุชาติก็ให้ความนับถือ ทำไมเวลาทรงองค์มันถึงไม่รู้ว่าพระท่านมีเมีัย  ก็ไม่อยากเข้าข้างญาติกันหรอก แต่อาจารย์พงศ์ษานั้นท่านหมดน้ำยาแล้ว มีเมียไว้เป็นเพียงแค่เป็นเพื่อน เอาไว้ขับรถไปส่งนั่นส่งนี่เท่านั้น ก็จะไปเอาอะไรกับคนแก่ พระพงศ์ษาก็ไปจำวัดอยู่ที่ปลายนาของตนเอง ซึ่งมีอยู่ประมาณหนึ่งร้อยกว่าไร่ ไม่ออกบิณฑบาติ ใครจะทำไม เป็นพระที่มีค่าเช่าเก็บกินเดือนละ ๕-๖ หมื่น ก็ไม่สนใจใครทั้งนั้นแหละ  ใครอยากเห็นตุ๊แอร์ก็ไปวัดหัวข่วงก็แล้วกัน ส่วนพระพงศ์ษานั้นเจอยากหน่อย เพราะท่านไม่รับแขก นอกจากญาติเท่านั้นจะเข้าหาได้  พระพงศ์ษาขานเรียกอาจารย์ประหยัดว่า "เฮียตี๊" เพราะอาจารย์ประหยัดเป็นลูกผู้พี่  ตุ๊แอร์นั้นเรียกอาจารย์ประหยัดว่า "เฮีัย"
    Angry นิทานเรื่องนี้สอนว่า กว่าจะเขียนเป็นเรื่องนี้ขึ้นมาได้ก็ต้องใช้เวลาถึง ๕๐ ปี
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 17, 2011, 10:56:56 AM โดย administrator » บันทึกการเข้า

I am a slow walker in Saisanya, but I never walk back.
หากจะคิดปฏิบัติในสายสัญญาแบบไฟไหม้ฟาง ก็ไม่ควรที่จะเข้ามาปฏิบัติเสียจะดีกว่า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: