"อายุบวร"

คำว่า "บ่ามีเงินหมื่น จะไปลื่นหน้าตุ๊เจ้า" ได้ยินมาตั้งแต่เป็น "ละอ่อน" น่าจะมีมานานตั้งแต่โบราณกาล ซึ่งในสมัยก่อนนั้นหากจะฟังธรรมะนั้นต้องไปฟังจากพระ แต่ในสมัยนี้อยาก "เรียนรู้" ธรรมะ ก็เปิดเว็บ เลือกอ่านเอาได้อย่างสบาย แม้แต่พระไตรปิฎกนั้น ก็เขียนไปขอแผ่นที่มหาจุฬา หรือตามเว็บหลาย ๆ เว็บ เขาก็จะจัดส่งมาให้ฟรี ๆ

เพราะฉะนั้นการเข้าวัดในสมัยนี้ของอาจารย์ประหยัดนั้น จะเข้าวัดตามประเพณี ไม่ได้เข้าวัดแบบหลงโง่งมงายเหมือนเมื่อก่อน จากที่เคยโง่เมื่ออยู่นานเข้า มีประสบการณ์ในชีวิตมากเข้า เรียกว่าเขี้ยวงาก็ลากดิน จะให้พระรุ่นหนุ่มกว่าเรามาจูงจมูกเหมือนเอาเชือกไปมัดจมูกควายแล้วจูงเดินไปก็ไม่น่าจะทำ แม้จะไม่บวชเป็นพระ แต่ก็เห็นคนที่บวชเป็นพระแล้วสึกออกมามากมาย พระธรรมคำสั่งสอนไม่ได้สอนพระทุกองค์ให้พระที่ดีหมดได้ทุกองค์หรอก ถ้าในชีวิตไม่ได้คลุกคดีกับพระก็จะไม่รู้่ว่า วงการของพระนั้นเป็นอย่างไร อาจารย์ประหยัดในสมัยเมื่อฟัง "อภิธรรม" ของ อาจารย์สุจินต์ ต้องเข้าวัดทุกอาทิตย์ สมัยนั้นฟังธรรมโดยไปเทป ต้องไปซื้อเทปมาทีละหลายสิบตลับ อัดเอาไปให้พระฟัง ซึ่งพระในวัดนั้นท่านไม่มีความสามารถที่จะไปหาฟังได้ที่ไหน แต่เนื่องจากอาจารย์ประหยัดเส้นใหญ่ พี่สาวเป็นศิษย์เอกอาจารย์สุึจินต์ มาตอนหลังนี้เขียนจดหมายไปจ๊วกอาจารย์สุจินต์มาก เขาก็ห้ามพี่สาวไม่ได้ซื้อเทปไปขายต่อให้อาจารย์ประหยัด และน้องสาวอีก แต่เพราะเป็นคนกว้างขวางก็สามารถไปเอาเทปสนทนาธรรมของอาจารย์สุจินต์ จากที่อื่นได้

เพราะฉะนั้นธรรมะไม่จำเป็นต้องให้พระสอน มีแต่จะไปสอนพระไม่ว่า ธรรมมะในตำรานั้น มันไม่เหมือนกับธรรมะที่ปฏิบัิติด้วยตนเอง อาจารย์สุจินต์นั้นเรียนรู้ธรรมมะจากพระไตรปิฎกด้วยตนเอง มีพรสวรรค์ในด้านนี้จึงสามารถจำพระไตรปิฎกได้หมด ไม่ว่าพระวัดไหนก็ไม่กล้าที่จะสนทนาประทะคารมย์กับ อาจารย์สุจินต์ พระทุกองค์ที่ไปสนทนาธรรมกับอาจารย์สุจินต์ต่อหน้าลูกศิษย์ของท่าน จะหน้าแตกกลับวัดไปทั้งนั้น เมื่ออาจารย์สุจินต์พูดธรรมะ ข้ามเขตไปในเรื่อง "เทพ" ซึ่งอาจารย์สุจินต์นั้นรู้่ในเรื่องเทพน้อยมาก เมื่อมาเจอกับอาจารย์ "เปิดพระโอษฐ์" ก็เลยถูกอาจารย์ประหยัดจ๊วกคืน ข้ามเขตมาจ๊วกเรื่องส่วนตัวของอาจารย์สุึจินต์เสียอีก เพราะว่าฟังอาจารย์สุจินต์มานาน ถึงเวลาที่จะต้องจากกัน ก็ต้องสอนให้อาจารย์สุจินต์รู้ว่า เก่งในเรื่อง "ธรรม" นั้นดีแล้ว อย่าก้าวข้ามมาเก่งในเรื่องที่อาจารย์ประหยัดรู้ดีกว่า จึงทำให้อาจารย์สุจินต์ไม่กล้าอ่านจดหมายของอาจารย์ประหยัด ได้ตั้งหม่อมคนหนึ่งมีหน้าที่เปิดจดหมายอาจารย์ประหยัดอ่าน แล้วจึงไปรายงานให้อาจารย์สุจินต์ทราบอีกทีหนึ่ง

ศิษย์เอก อาจารย์สุจินต์ รุ่นที่อาจารย์ประหยัด ไปฟังธรรมะนั้น พวกนี้เก่งมากในการพูดธรรมะ เก่งพอ ๆ กับคุณจตุพร แกนนำเสื้อแดงนั่นแหละ ฝ่ายเปิดพระไตรปิฎกเอามากล่าวอ้างก็เปิดได้ไวมาก พวกนี้เวลานี้แตกแยกลาจากอาจารย์สุจินต์ไปหมดแล้ว จะมีพวกใหม่เหยื่อรายใหม่เข้ามาแทน การหาลูกค้าหรือหาสาวกหรือสมุน โดยใช้องค์สัมมาสัมพุทธเจ้า มาเป็นแกนนำนั้นได้ผลดีอยู่แล้ว อาจารย์สุจินต์ใช้ศาสดาของโลกมาเพื่อหาคนเข้ามาสนับสนุน แต่แกนนำกลุ่มรักเชียงใหม่ ๕๑ นั้น ใช้ คุณจตุพร และคุณณัฐวุฒิ มาเป็น โมเดล ในการเรียกมวลชน "เก่าไป ใหม่มา" เป็นกงกรรมกงเกวียน ใครที่รู้เท่าทันก็ออกไป คนใหม่ที่ไม่รู้ก็เข้ามาแทน ถามว่าในประเทศไทยนี้มีพระกี่องค์ที่ได้เพียงขั้น "อนาคามี" อย่างหลวงตามหาบัวที่ลูกศิษย์ของท่านบอกว่าท่านสำเร็จอรหันต์แล้ว ทำไมเมื่อมรณะภาพจึงได้เผาร่างท่านเสียรวดเร็วปานกามนิตหนุ่มน้อย

น้องสาวอาจารย์ประหยัด เจออาจารย์สุจินต์ ๒ ครั้ง หมดไป ๒ หมื่นบาทด้วยความศรัทธา แต่ไปเจอกับ พระโต้ง ที่จบปริญญาโท จากสแตนฟอร์ต นั้น ไม่ทราบว่าเป็นความศรัทธา หรือเป็นการหลงที่ถูกพระยกย่อง จึงได้หมดเงินไปหลายแสน เวลานี้ได้กลับมาสู่อ้อมอกสามีและลูกสาวแล้ว ที่น้องสาวแยกตัวออกมาได้นั้น ไม่ใช่เพราะบุญที่ทำกับวัดหรอก แต่มันเป็นเพราะว่า พระโต้งนั้นลืมตัว ได้ดีแล้วมองไม่เห็นหัวน้องสาว ทำดีแล้วเมื่อมันไม่เห็นความดีของเรา แยกตัวออกมานั่นแหละดีแล้ว นี่เป็นน้องสาวนะ ถ้าทรยศต่ออาจารย์ประหยัด หลักประหารมารก็เต็มหลัง Mung แล้ว