"อายุบวร"

ใบนี้ราคา ๕๐๐.-บาท

จำไม่ได้ว่าเป็นประเทศ สหรัฐ หรือไม่ ที่มีบริษัทใหญ่ ๆ เวลารับคนเข้าทำงาน เขาจะใช้กล้อง "ออร่า" ถ่ายรูปแล้วก็จะคัดคนเข้าทำงานจากแสงออร่าที่ออกจากร่างของคนผู้นั้น ซึ่งประเทศไทยนั้นคงจะไม่กล้าทำ เพราะว่ากล้องออร่านั้นราคาแพง ๕๐๐,๐๐๐ กว่าบาท เมื่อซื้อแล้วจะต้องมีผู้เชี่ยวชาญในการอ่านแสงด้วย มีคนไทยท่านหนึ่งเป็น ดร.ซึ่งเคยไปถ่ายกล้องของท่าน สมัยนั้นถ่ายใบละ ๕๐๐.-บาท แม่นไม่ไม่พอถ่ายเสร็จ ดร.ท่านก็บอกว่า ต่อไปอย่าไปวิพากษ์วิจารณ์พระนะ ซึ่งก็ไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์หรอก อาจารย์ประหยัดชอบด่าพระชั่ว ๆ มากกว่า เมื่อแม่นอย่างนี้ก็กลับไปถ่ายอีกเป็นครั้งที่ ๒ ท่านก็ทายได้แม่นเหมือนเดิม ท่านบอกว่าทางเมืองนอกเขาติดต่อมาจ้าง ดร.ให้ไปอ่านแสงออร่าจากรูป ให้เงินเดือน ๆ ละ หนึ่งล้านบาท แต่ท่านไม่ไป เพราะว่างานของ ดร.ที่ท่านทำอยู่ทุกวันนั้นก็มีรายได้มากกว่าอยู่แล้ว

เมื่อแสงออร่าสามารถวัดได้ว่า คนคนนี้มีนิสัยสันดานเป็นยังไง คบได้หรือไม่ได้ แต่กล้องออร่านี้เกินความสามารถที่คนไทยจะกล้าซื้อมาใช้ แต่ก็มีอยู่หลาย ๆ กล้องในประเทศไทย ที่มีคนไปซื้อมาแล้วนำมาถ่ายคิดเงินใบละ ๕๐๐ บาท คราวก่อนคงจะประมาณ ๒ ปีมาแล้ว คุณหมู พาไปถ่าย เจ้าของกล้องเห็นรูปแล้วไม่กล้าเก็บเงินอาจารย์ประหยัด เพราะว่าแสงออร่านั้นบังอาจไปเทียบเท่าแสงของพระเกจิอาจารย์ ๒ ใบ ๑,๐๐๐.-บาท ก็ฟรี เหลือเชื่อนะ ตอนนี้ที่จำได้ก็มีอยู่ที่ถนนปดิพัทธ์ กลาง ๆ ซอย ซึ่งบอกราคาไปแล้ว ศิษย์สายสัญญาประยุกต์คงไม่กล้าไปถ่าย เพราะเขาถ่ายใบละ ๗๐๐.-บาท

ง่ายที่สุดไม่ต้องเสียเงินคือ "เปิดพระโอษฐ์" แล้วก็ปฏิบัติตัว จากนั้นเมื่อบารมีถึง ก็ไปเปิดพระโอษฐ์ให้คนอื่น ๆ ได้ ก็จะรู้ว่า พื้นฐานของคนที่เราเปิดมานั้นควรที่จะคบหรือไม่คบ ถ้าไม่อธิบายผู้ที่ไม่มีประสบการณ์ก็ไม่น่าจะรู้ได้ ญาติของ อ.ประหยัด คนหนึ่งชื่อ อมฤตย อดีตเป็น ผจก.ออมสิน ปัจจุบัน กินบำนาญน่าจะเดือนละเกือบสามหมื่น คน ๆ นี้เปิดไม่ค่อยได้ คือเปิดแล้วไม่มีคุณภาพ น่าจะเป็นเพราะคน อ.ประหยัด จึงไม่ไปมาหาสู่ด้วย เพราะว่าเดินคนละเส้นทาง วันใดที่เขาป่วยเข้าโรงพยาบาล เขาก็จะคิดถึงอาจารย์ประหยัด เวลาไปเยี่ยมเขา เขาก็จะคว้ามืออาจารย์ประหยัดไปไว้บนหัวเขา ขอบารมีขององค์เทพของ อ.ประหยัด ช่วยเหลือเขา คนที่ ๒ ก็เป็นญาติ กินบำนาญของทางเทศบาล เปิดภาษาเทพแล้ว ใช้ไม่ได้เลย แล้วก็ไม่สนใจด้วย เราก็ไม่คบ เมื่อเปิดไม่ออกแล้วแสดงถึงคุณภาพของคนไม่ดี ซึ่งตัวเขาเองนั้นจะทำงานอะไรก็ช่างก็จะไม่ประสบความสำเร็จ มีแต่พูดแต่ทำไม่ได้ รู้ไปทุกอย่างแต่ก็ทำอะไรไม่ได้เลย เอาอีกคน คนที่ ๓ ก็เป็นเพื่อนเล่นตั้งแต่เด็ก เปิดภาษาเทพด้วยกัน ไปเปิดที่ อ.จอมทอง เขาพูดภาษาเทพได้อย่างคล่องแคล่ว ส่วน อ.ประหยัด นั้น อาจารย์ผู้เปิด ๆ ๓ ครั้งไม่ออก แต่อาจารย์บอกว่า อ.ประหยัด เป็นคนที่ ๒ ที่มาดูหมอแล้วองค์ท่านสั่งไม่ให้เก็บเงิน ก็จะเก็บได้ยังไงในเมื่อ เสด็จเตี่ยเขาเป็นลูกชายขององค์อาจารย์ประหยัด
:

ทั้งญาติและเพื่อน ๓ คนนี้ เวลาเปรียบไปก็เหมือนคนหมดสภาพ ก็มันน่าจะหมดสภาพมาตั้งแต่เกษียณแล้ว ซึ่งถ้าอาจารย์ประหยัดชวนไปไหนด้วยนั้น ก็จะเหมือนพกก้อนหินไปด้วย ถ่วงให้เราเสียเวลา ไม่ใช่ว่าเรานั้นไม่แก่นะ แต่พวกนี้เขาจะแก่กว่าเราน่าจะ ๑๐ กว่าปี ทั้งร่างกาย และมันสมอง เพราะฉะนั้น เวลาอาจารย์ประหยัด ไปเสื้อแดงนั้น จะฉายเดี่ยว ไม่พกคนให้ไปถ่วงเวลา ซึ่งที่กล่าวมา ๓ คนนี้ ไม่ใช่คนไม่มีความรู้ แต่เล่น Internet ไม่เป็น พิมพ์ดีดไม่ได้ คือเคยพิมพ์ได้แต่เวลานี้ไม่ได้ จึงไม่สามารถหาความรู้ในเน็ทได้ ความรู้ที่จะหาได้นั้นก็ตามสภากาแฟ คืออ่านหนังสือพิมพ์เล่มเดียวกันแล้วก็เอามาพูดเถียงกัน ซึ่งตัวอาจารย์ประหยัดนั้นจะหาความรู้ในเน็ท จะเป็นเรื่องจัดกระดูกของพระอาจารย์ไชยณรงค์ สมาธิรักษาโรค โดยพระอาจารย์สีไพร หรือในเรื่องน้ำหมักของป้าเช็ง ซึ่งหากเรามีปัญญามีสมองที่ไม่ฝ่อ เราก็จะสามารถเรียนศึกษา แล้วเอาสิ่งที่เป็นไปได้มาใช้ หากเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างนี้ ไม่สามารถเรียนรู้ได้ ก็อย่าได้เข้ามาศึกษาในเรื่อง เทพ-พรหม หรือสิ่งสูงส่งอย่าง "สายสัญญา" จะดีกว่า จึงไม่สงสัยว่า ทั้งเพื่อนนักเรียน และญาติ ของ อาจารย์ประหยัด นั้น จึงไม่กล้าเข้าหาอาจารย์ประหยัด เพราะว่าส่วนมากพวกนี้ กว่าจะมาถึงอายุ ๖๐ ก็คงพากันไปแสวงหา "สำภเวสี" เอาไว้เต็มตัว พวกเขาจึงไม่กล้าคบหาสมาคมด้วย เพราะ "ผี" ในตัวนั้นเขาไม่อยากคบกับเทพ-เทวดาหรอก ก็น่าจะคบพวกผีด้วยกัน