Satusanya
ยินดีต้อนรับคุณ,
บุคคลทั่วไป
กรุณา
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
1 ชั่วโมง
1 วัน
1 สัปดาห์
1 เดือน
ตลอดกาล
เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
หน้าแรก
ช่วยเหลือ
ค้นหา
สมาชิก
เข้าสู่ระบบ
สมัครสมาชิก
Satusanya
>
หมวดประสบการณ์
>
ห้องเล่าประสบการณ์(อ.ประหยัด เจริญบุญ)
>
กัมพูชา ๑๗ กันยายน ๒๕๕๔
หน้า: [
1
]
ลงล่าง
« หน้าที่แล้ว
ต่อไป »
พิมพ์
ผู้เขียน
หัวข้อ: กัมพูชา ๑๗ กันยายน ๒๕๕๔ (อ่าน 228 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
administrator
Administrator
Hero Member
ออฟไลน์
กระทู้: 765
"กัมฺมุนา วัตฺตตี โลโก" สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
กัมพูชา ๑๗ กันยายน ๒๕๕๔
«
เมื่อ:
กันยายน 21, 2011, 11:13:08 AM »
"อายุบวร"
รูปที่ถ่ายคู่กับนายกทักษิณ ชินวัตร นั้น สำหรับคนที่ไม่เคยรู้จัก มีน้อยคนมากที่จะได้รูปแบบนี้
คุณดารณี กฤตบุญญาลัย สาวสวยสองพันปี (เธออายุเกินหกสิบแล้วนะ)
คุณคารม พลพรกลาง ทนายความเสื้อแดง
«
แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 27, 2011, 11:32:47 AM โดย administrator
»
บันทึกการเข้า
I am a slow walker in Saisanya, but I never walk back.
หากจะคิดปฏิบัติในสายสัญญาแบบไฟไหม้ฟาง ก็ไม่ควรที่จะเข้ามาปฏิบัติเสียจะดีกว่า
administrator
Administrator
Hero Member
ออฟไลน์
กระทู้: 765
"กัมฺมุนา วัตฺตตี โลโก" สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
Re: กัมพูชา ๑๗ กันยายน ๒๕๕๔
«
ตอบ #1 เมื่อ:
กันยายน 22, 2011, 09:54:45 AM »
"อายุบวร"
ตอนเช้าวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๕๔ ดีเจ.ต้อม โทร.มาชวนไป เขมร บอกว่าไป ๑ คันรถตู้ ก็มีคนไป ๖-๗ คนแล้ว ก็ปฏิเสธว่าไม่ไป เพราะว่าอาจารย์ประหยัดนั้นไม่เคยรู้จักกับแกนนำพิษณุโลกที่จะพาเข้าพบนายกทักษิณ ตอนบ่ายก็โทรมาอีกว่าพวกที่จะไปนั้นไม่ไปเพราะว่าไม่พร้อม ซึ่งหากว่ามีพาสปอร์ตแล้วไม่พร้อม มันก็มีเหตุปัจจัยอยู่อย่างเดียวคือรู้ ไม่มีเงิน ปรากฏว่า ดีเจ.ต้อม นั้นหาคนได้ตั้ง ๓ คนแล้ว ซึ่งถ้า อาจารย์ประหยัดไปอีกคน ๔ คน ก็จะได้ช่วยแชร์กันออกค่าใช้จ่าย ส่วนเจ้าขอรถนั้นไม่ต้องจ่าย ดีเจ.ต้อมบอกว่าจะมีคนพาเข้าหานายกทักษิณ แต่ฟังไม่ชัดว่าเป็นส่วนตัวหรือว่าเข้าหาเป็นฝูงเหมือนแร้งลงกินหมาเน่า สมัยที่เคยเห็นตอนเป็นนักเรียนก่อนปี พ.ศ. ๒๕๐๐ เมื่อตกลงแล้ว ว่าจะไป ๑๘.๓๐ น. ปรากฏว่า ทุ่มหนึ่งเพิ่งจะออกจากบ้าน
อย่างนี้แหละเขาเรียกว่า คบเด็กสร้างบ้าน คบหัวล้านสร้างเมือง
พอรถไปรับก็มี คุณนริศวร ทองแย้ม หรือป๋าโบ้ ไปคนหนึ่ง พร้อมน้องอ๋อย(เจ้าของรถ) และ ดีเจ.ต้อม
ออกเดินทางจากเชียงใหม่แบบว่าไม่รู้ว่าจะไปเจอ ดร.ทักษิณ แล้วได้ถ่ายรูปด้วยหรือไม่ จากเชียงใหม่ ไปประมาณหนึ่งทุ่มเศษ ไปถึง พนมเปญ วันรุ่งขึ้น ประมาณ สองทุ่มเศษ ก็เข้าไปในงานที่ Cambodia Hotel ซึ่งเป็นงานที่จัดขึ้นน่าจะเป็น ท่านฮุนเซ็น จัดให้ ในงานก็มีนายกทักษิณและท่านฮุนเซ็นก็อยู่ด้วย แต่ดี.เจ.ต้อมที่พาไปไม่ได้บอกว่าเป็นงานใครหรือว่า ดีเจ.ต้อม ก็ไม่รู้ เห็นพวกแกนนำเสื้อแดงหลายคน ก็นึกว่าท่านนายกทักษิณจัดให้กับพวกแกนนำเสื้อแดง ตอนที่ขึ้นไปนั้น พวกอีกแร้งส่วนมากก็มาจากอีสาน น่าจะมากกว่า ๒๐๐ ตัว ข้าวปลาอาหารที่จัดเอาไว้นั้น เหลือแต่หม้อ ไห และชามเปล่า ๆ เท่านั้น ก็ไม่ใช่ว่าจะตั้งใจไปกินของเขา เพราะว่าเราก็กินมาเต็มพุงแล้ว ก็ไปยืนอยู่หน้า ๆ เวทีนั่นแหละเพราะไม่มีที่นั่ง ฟังพวกแกนนำพูดและร้องเพลงไป ปรากฏว่านายกทักษิณท่านเดินมาจากข้างหลังสุดเพื่อมาขึ้นเวที มาถึงหน้าเวทีนี้ มีพวกเสื้อแดงรุมถ่ายรูปกับท่านหลายร้อยคน น่าจะถ่ายไปจนถึงเที่ยงคืนก็ยังไม่เสร็จ เพราะว่าพวกถ่ายแล้วไม่หนี ทำตัวเป็นผู้พิทักษ์รักษาปกป้องท่านนายกทักษิณ รุมอยู่งั้นแหละ ทั้ง ๆ ที่ท่านฮุนเซ็นเขาก็จัดการ์ดมาไว้ตั้ง ๕-๖ คน ให้นายกทักษิณแล้ว
เนื่องจากอาจารย์ประหยัดหน้าไม่หนาเหมือนส้นตีนก็เลยไม่พยายามมุดเข้าไป
เพราะว่าเข้าไปแล้วก็ไม่มีใครถ่ายให้ ไอ้พวกเราที่ไปด้วยนั้นมันก็วิ่งเข้าวิ่งออกถ่ายรูปกับบรรดาแกนนำคนนั้นคนนี้และนายกทักษิณ ก็เลยไม่ได้ถ่ายกูก็คงจะไม่ตายโว้ยอีพวกคนอีสาน ก็นั่งรออยู่ข้างนอกจนคนที่จองห้องเอาไว้เขาพาไป GUESTHOUSE หลังโรงแรม ซึ่งเขาจองเอาไว้ให้ในราคาห้องละ $ 20 อาบน้ำแล้วก็นอนเพราะมันเที่ยงคืนเศษแล้ว รุ่งขึ้นเราก็ไม่สนแล้ว ลงมานั่งห้องอาหาร สั่ง Breakfast จะกี่บาทก็ช่างแม่มัน ป๋าโบ้ และ ดีเจ.ต้อม ไม่กล้าสั่ง ก็กินกาแฟคนละแก้วเท่านั้น ก็นึกว่ามันจะแพง แค่หนี่งร้อยเศษ ๆ เท่านั้นแหละ พวกที่กลัวราคาอาหารในโรงแรม ก็ออกไปกินอาหารที่นอกโรงแรม กินเนื้อราดหน้ามีไข่ดาว ๑ ฟอง ๓ จานมันก็แค่ไม่ถึง ๑๕,๐๐๐ รีล ก็ไม่ถึงหนึ่งร้อยห้าสิบบาท ยืมเงินอาจารย์ประหยัดออกก่อน แล้วก็อย่าหวังว่าจะได้คืน เพราะว่าพวกนี้จะไม่ยอมพกเงินติดต่อ ชอบลืมกระเป๋าเอาไว้ในรถ ไม่ก็บอกว่ายังไม่ได้แลกเงิน จากนั้นก็รอเวลา ๙.๐๐ น.ตามนัด ให้ไปพบ นายกทักษิณ ที่ห้องประชุมเดิม
ก็ไปรออยู่ที่ ล๊อบบี้ ก่อน ก็ยืนคุยกันเป็นชั่วโมง ความจริงที่ยืนรออยู่นั้นอาจารย์ประหยัดก็ไม่ได้คุยกับพวกแกนนำเหล่านั้นหรอก พวกแกนนำที่คิดว่าตัวเองนั้นอยูใกล้นายกทักษิณเขาคุยกัน ก็เห็นที่ปรึกษารัฐมนตรีท่านหนึ่ง น่าจะชื่อว่า ผอ.เพชรวรรต ทำลับ ๆ ล่อ ๆ เดินอ้อมกลุ่มพวกเราไปยืนอยู่หน้าโรงแรม อาจารย์ประหยัดนั้นไม่ได้แก่ ไม่ได้โง่ ตาก็ไม่บอด ก็ดูว่าที่ปรึกษารัฐมนตรีเขาจะทำยังไง
ส่วนอีอ้อมหรือดีเจ.อ้อมนั้น มันคงจะรู้ว่า อาจารย์ประหยัดไปถึงตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ก็ในเมื่อMung เป็น ดีเจ.ชื่อดัง ทำไมMung จึงเกรงบารมี อาจารย์ประหยัด นัก
ในที่สุดท่านที่ปรึกษารัฐมนตรีกระทรวงพัฒนาสังคมก็ต้องเดินเข้ามายกมือไหว้ อาจารย์ประหยัด ในฐานะที่ยังเป็นนายประกันอยู่
ส่วน คุณดีเจ.อ้อม เลขานั้น มันคงจะคิดว่ามันฉลาดกว่าอาจารย์ประหยัด ก็หลบหน้า น่าจะต้องรีบขึ้นไปหลบอยู่ในห้องของโรงแรม อาจารย์ประหยัดพูดได้ว่า กูไปเองโว้ย ค่ารถค่าโรงแรมกูก็จ่ายเอง กูไม่จำเป็นที่จะต้องไปหลบหน้าพวกที่เป็น “ทาก” เป็น “ปลิง” อย่างพวกแกนนำแบบมึง แล้วมาพูดออกวิทยุเมื่อวันที่ ๑๙ ว่า ไม่ได้หลบหน้าไปไหน ก็ติดตาม ผอ.เพชร ไปทำงานให้ผู้ใหญ่ Mung คงคิดว่า GRU ไม่เห็น คงจะไม่รู้ว่า Mung ไปกับ ผอ.เพชร แต่ ป๋าโบ้ แกไปรายงานให้อาจารย์ประหยัด ทราบแล้วตั้งแต่เมื่อคืน
ผอ.เพชร แกทำสะดิ้งตกใจว่า อาจารย์ประหยัด ไปได้ยังไง เพราะแกคงเห็นว่า ระดับนายประกันอย่างอาจารย์ประหยัดนั้นไม่น่าจะไปได้ ก็อีอ้อมมันหลอกGRUทำพาสปอร์ตเอาไว้เป็นปีแล้ว มันบอก อาจารย์ประหยัดว่าจะพาไปพบนายกทักษิณ จริง ๆ แล้วระดับอาจารย์ประหยัดนั้น เคยไปสหรัฐและยุโรปมาแล้ว ทัวร์ครั้งละ ๒๑ วัน แค่พนมเปญนั้นเรียกว่าจิบ ๆ เท่านั้น ในขณะที่ ผอ.เพชร เข้าไปทักทายนั้น ป๋าโบ้ และ ดีเจ.อ้อม รีบหันหลังให้ด้วยความพิศวาสทันที ทั้ง ๒ คนนี้ คนหนึ่งคือ ป๋าโบ้ เคยเป็นประธานกลุ่มรักเชียงใหม่ ๕๑ ส่วนดีเจ.ต้อม นั้นเคยเป็นสมุนรับใช้ ผอ.เพชร และ ดีเจ.อ้อม มานานเหมือนกัน แต่ไม่ยอมรับว่าเป็นสมุน เป็นเพียงแค่เพื่อนร่วมงานเท่านั้น แม้ว่าจะไม่ยอมรับก็เห็นว่าแกรับใช้ ผอ.เพชร มานานแล้ว ทั้ง ๒ ท่านนี้ถูก ผอ.เพชรและอีอ้อม เขี่ยออกจากกลุ่ม ก็พอดีทางแกนนำอีสานเขาเรียกพวกแกนนำพิษณุโลกที่พวกเราอาศัยเขาไปขึ้นไปในห้องประชุม ส่วนที่ว่าตามราคาคุยว่าพวกเขาจะพาเข้าไปหานายกทักษิณเป็นการส่วนตัวนั้น ราคาคุยทั้งเพ กว่านายกจะเสร็จสิ้นธุระกับพวกนักธุรกิจ ก็น่าจะสิบโมงกว่าแล้ว ท่านก็ลงมาพร้อมกับสุนักข์รับใช้ของท่านฮุนเซ็นเป็นฝูง คนไทยจะเข้าไปใกล้นั้นไม่ได้
นายกท่านก็พูดต้อนรับอีกครั้งหนึ่ง น่าจะเอาใจพวกอีสานที่ไปเป็นฝูงมากกว่า เพราะท่านคงจะไม่ได้ยินว่าคนเชียงใหม่ไป และคนอย่าง อีวอกอ้อม และ ผอ.เพชร ไม่น่าจะไปพูดให้ฟัง คงจะราคาคุยว่าเชียงใหม่ก็มาเพียงคนกลุ่มเดียวคือพวกเขา กว่าท่านนายกหลุดจากกลุ่มพวกอีแร้งอีสานจะ ก็ใช้เวลาน่าจะเกิน ๒ ชั่วโมง
พวกกลุ่มอีสานนั้นรู้สึกว่าจะเป็นคนไม่มีวัฒนธรรม เห็นแก่ตัว ไม่ยอมให้คนอื่นเข้า
ไป ไอ้และอีพวกแกนนำอีสานมันบอกว่า ให้นั่งแล้วพวกมันจะเรียกตามกลุ่มตามจังหวัด แม่งมันก็เรียกแต่พวกมึงนั่นแหละ ซึ่งพวกกลุ่มพิษณุโลก ที่ว่าจะเข้าพบเป็นการส่วนตัวนั้นก็ต้องมุดเข้าไปถ่ายรูปด้วย อาจารย์ประหยัดนั้นหมดใจแล้วที่เราเองนั้นหาใช่เป็นอีแร้งแก่ ๆ ตัวหนึ่ง แต่เกลียดพวกเห็นแก่ตัว ก็เลยออกมานั่งรออยู่ที่เก้าอี้ ก็พอดีท่านนายกเดินผ่านมาไปพูดทักคนอื่นก่อน ห่างจากอาจารย์ประหยัดไปประมาณ ๓ เมตร ก็เลยยื่นกล้องให้น้องอ๋อยว่าขอถ่ายรูปให้ที
น้องอ๋อยแกคงคิดว่า อาจารย์ประหยัด เพี้ยนแล้ว เพราะนั่งรถมาจากเมืองไปเกินกว่า ๒๔ ช.ม
. พอท่านนายกเดินมาถึงเกือบหน้า อาจารย์ประหยัด ก็พูดออกไปว่า
“ท่านนายกครับ คนเจียงใหม่ขอถ่ายฮูปกับนายกซักใบเตอะ”
นายกทักษิณหยุดทันที เดินฝ่าฝูงการ์ดออกมา ดึงตัวอาจารย์ประหยัดไป สั่งให้น้องอ๋อยถ่ายรูปทันที
ถ่ายเสร็จก็ขอบคุณท่าน ท่านก็ตบไหล่ น่าจะเป็นการปลอบใจที่มีความอดทนมาก ส่วนอ๋อยนั้นหน้าโง่ได้โอกาสแล้วไม่ยอมเข้าไปถ่ายคู่กับนายก ซึ่งโอกาสนี้น่าจะมีเพียงครั้งเดียวเท่านั้นในชีวิตของเธอ
ทีนี้ก็ขอราคาคุยหน่อยนะ ที่ไม่ได้ไปแย่งถ่ายรูปกับคนหลายร้อยคน แต่ท่านนายกเดินมาแล้วดึงตัวไปถ่ายรูปด้วยนั้น ไม่ใช่เป็นการบังเอิญนะ เพราะคนหลายร้อยคนนั้น มีคน “เจียงใหม่” แท้ ๆ อยู่คนเดียวเท่านั้น แล้วก็ไม่ใช่คนธรรมดาด้วย ซึ่งคำพูดที่เป็นคำเมืองแท้นั้น เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งสำหรับคนเมืองจริง ๆ แล้วผู้ที่แฝงร่างพูดนั้นไม่ใช่เป็นองค์บารมีประจำสังขาร แต่เป็นองค์พระศิวะเทพ เมื่อศิวะเทพเอ่ยวาจาออกไปพูดกับเพื่อนของท่าน ซึ่งเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่สมัยเป็น ฤๅษีศิวะและฤๅษีนารายณ์ ท่านจะไม่ยอมหยุดพูดด้วยหรือ ? ซึ่งถ้าเป็นจริงอย่างนั้น ถ้าองค์นารายณ์ไม่พึ่งองค์พระศิวะ เหมือนสมัยที่ขึ้นไปบนสวรรค์ไปปราบมารด้วยกัน ก็คงจะเข้ามาต่อกรกับพวกมารในประเทศไทย ทั้ง ๆ ที่ร่างขององค์พระศิวะก็ได้พยายามช่วยเหลือท่านนายกมานานหลายปีแล้ว ก็น่าจะเหลืออยู่ ๒ ด่านคือด่าน เปาบุ้นจิ้น และด่านเสื้อสีเขียว ก็ไม่จำเป็นต้องเชื่อนะว่าอยู่ดี ๆ พวกเสื้อเหลืองก็กัดกันแล้วก็มากัดกับพรรคประชาธิปัตต์ อย่างเมามัน เป็นฝีมือของใคร
ตอนบ่ายวันที่ ๑๗ ก.ย.นั้น เนื่องจากไปกับแกนนำ เขาก็มีธุระมากต้องไปประชุม หรือว่าไปขอเงินท่านทักษิณใช้ ก็พากันเข้าไปในโรงแรม Cambodia ปรากฏว่า ท่านนายกทักษิณย้ายโรงแรมไปแล้ว คงจะหนีพวกกลุ่มแกนนำไปเสียแล้ว ก็ไอ้พวกที่มาพักโรงแรมนี้ด้วยนั้นท่านนายกก็จ่ายค่าห้องให้หมด ธุรกิจพวกนี้มันจะมีอะไรนอกจากขอเงินหรือไถนั่นแหละ ก็เหลือแต่พวกเรากับพวกพิษณุโลก ก็พากันไปเที่ยวตลาด ซึ่งก็ไม่เห็นว่ามีของอะไรน่าซื้อ ป๋าโบ้แกก็ชวนกลับกับเฮียวิสุทธิ์ ไปนอนอยู่ในโรงแรมดีกว่า เพราะว่าอากาศเขมรก็ร้อนมาก ตอนเย็นก็กินข้าวที่โรงแรม เฮียแกก็ติดลมหลังจากเบียร์หมดไปแล้ว ๔ ขวด ก็เลยขอตัวขึ้นไปดู Asia Update อยู่บนห้อง ซึ่งในขณะที่กินข้าวอยู่นั้นก็คิดว่าพรุ่งนี้ถ้าเราไม่กลับบ้าน ก็คงจะต้องนั่ง ๆ นอน อยู่ที่โรงแรม รอ ดีเจ.ต้อม และป๋าโบ้ ท่านวิ่งไป ๆ มา หาพวกแกน ๆ เหมือนกัน พูดธุรกิจการค้าใหญ่โต ก็เลยไปคุยกับเจ้าของโรงแรม ถามถึงเรื่องรถ Bus ที่จะไปปอยเปต เขาก็ซื้อตั๋วให้ราคา ๓๒,๘๐๐ รีล คิดเป็นเงินไทย ๒๗๕.-บาท รถออกเวลา ๖.๓๐ น. เวลา ๖.๑๕ เขาจะส่งรถมารับ
:
รถออกจากข้างตลาดตรงเวลา Bus ของเขาน่าจะสกปรกกว่าของเมืองไทย ไม่มีห้องน้ำ ออกไปสักครูก็จอดให้กินข้าวเช้า ซึ่งถ้าใครไม่มีเงินเขมรก็อดกิน ก็ไปซื้อไข่ปิ้งเขมรกิน ควักใบละ ๕๐๐๐ รีล ให้ เขาก็ทอนมา ก็ไปซื้อ M 150 กระป๋องหนี่ง เอาเงินที่ทอนนั่นแหละยื่นให้ทั้งหมด เขาก็คิดเงินของเขาไปแล้วเอาเงินที่เหลือคืนให้เรา กลับไปขึ้นรถไปอีกเกือบเที่ยงเขาก็จอดให้กินข้าว ก็ไปกินข้าวราดแกงแต่ตักใส่ถ้วย ไข่พะโล้ ๑ ใบ หมู่ ชิ้นเล็กๆ ๓-๔ ชิ้น นอกนั้นก็เป็นหน่อไม้ ๖๐,๐๐๐ รีล ก็ประมาณ ๖๐.-บาทไทย แพงกว่าตลาดพื้นแอร์พอร์ต เกือบเท่าตัว ก็กินกันหิวเท่านั้น กว่าจะถึงด่านปอยเปต ก็ ๑๔.๐๐ น.เศษแล้ว เช็คพาสปอร์ตผ่านด่าน ก็หิ้วกระเป๋าผ่านบ่อน ไดม่อน ซึ่งเคยไปเป็นอาจารย์ใหญ่อยู่บ่อนนี้ เข้าไปถามหาคุณมนัส ลูกน้องที่เป็นเขมรเขาไม่รู้ว่าอยู่ไหน ก็เลยแวะเข้าไปในห้องสุขา ไปปลดทุกข์ แอร์เย็นสบายดี ไม่มีห้องสุขาใดในเขมรที่จะมาสะอาดเท่าสุขาในบ่อนแน่ ๆ ออกจากบ่อนก็ไปยื่นพาสปอร์ต ผ่านด่านไทย เนื่องจากไม่ได้มานาน เขาจัดสถานที่จอดรถทัวร์และรถตู้ใหม่ พอดีเดินผ่านไปรถบ่อนเขาเรียกก็ขึ้นไป เสียค่ารถไปตั้ง ๑๐๐.๐๐ บาท รถนี้สะอาดสะอ้านดีกว่ารถเขมรน่าจะ ๒๐ เท่า มีน้ำเย็นเลี้ยงตลอดทาง อยากกินอะไรก็สั่งให้เขาซื้อให้ได้ เพราะเขาจะไปแวะจอดกลางทางให้เราลงไปเข้าห้องน้ำ กว่าจะไปถึงหัวลำโพง ก็มืดแล้ว ลงรถที่หัวลำโพงก็ลงรถไฟใต้ดิน จากหัวลำโพงไปจตุจักร ๒๐.-บาท ขึ้นจากใต้ดินจตุจักรก็ต่อรถเมล์ไปโรงแรม ๗.๐๐ บาท ตื่นเช้ามาก็โทรเรียกหลานชายมาส่งไปบ้านหม้อและคลองถม กว่าจะซื้อของเสร็จก็บ่ายโมง ก็ต้องรีบให้หลานชายไปส่งที่ดอนเมือง บินอย่างสบายด้วย วันทูโก บินก่อนจ่ายทีหลัง ๑,๘๕๐.-บาท คุณMay เธอซื้อให้ก่อน จ่ายทีหลัง
«
แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 29, 2011, 08:49:44 PM โดย administrator
»
บันทึกการเข้า
I am a slow walker in Saisanya, but I never walk back.
หากจะคิดปฏิบัติในสายสัญญาแบบไฟไหม้ฟาง ก็ไม่ควรที่จะเข้ามาปฏิบัติเสียจะดีกว่า
หน้า: [
1
]
ขึ้นบน
พิมพ์
« หน้าที่แล้ว
ต่อไป »
กระโดดไป:
เลือกหัวข้อ:
-----------------------------
ข่าวสาร - ผู้ดูแลระบบ
-----------------------------
=> เรื่องเล่าจากเว็บมาสเตอร์
=> ข่าวอัพเดทต่างๆ
-----------------------------
หมวดหมู่ทั่วไป
-----------------------------
=> ห้องประชาสัมพันธ์ทั่วไป
=> ห้องประชาสัมพันธ์งานบุญ
=> ห้องประชาสัมพันธ์ตำรายา สมุนไพร ต่างๆเพื่อรักษาโรค
=> ห้องภาพ
-----------------------------
หมวดหมู่บทความ
-----------------------------
=> บทความสายสัญญา
=> บทความทั่วไป
-----------------------------
หมวดประสบการณ์
-----------------------------
=> ห้องเล่าประสบการณ์(อ.ประหยัด เจริญบุญ)
=> ห้องเล่าประสบการณ์ (คุณ May)
=> มิติพยากรณ์ โดย อาจารย์เนเน่
=> ห้องเล่าประสบการณ์ (อ.ชาญยุทธ)
=> ประสบการณ์ อ.เล้ง
=> ห้องเล่าประสบการณ์
=> ห้องคำถาม-คำตอบ
-----------------------------
หมวดพิเศษ
-----------------------------
=> จากพระไตรปิฎก
=> บอร์ดการเมือง เรื่องสังคม
=> ห้องพิเศษ (สำหรับคู่กรณีอาจารย์ประหยัด)
=> รายชื่ออาจารย์สายสัญญา-ประยุกต์
กำลังโหลด...