หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ใกล้เกลือกินด่างหรือว่ามีบุญน้อย  (อ่าน 166 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
administrator
Administrator
Hero Member
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 765


"กัมฺมุนา วัตฺตตี โลโก" สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม


เว็บไซต์
« เมื่อ: ธันวาคม 12, 2011, 05:15:19 PM »

"อายุบวร"
    
       Lips Sealed เมื่อปลายปี พ.ศ. ๒๕๓๕ ได้พาคุณน้อยซึ่งเป็นหลานชาย  ไปชูบารมีกับ อ.พงษ์วิทย์ คน ๆ นี้แปลกกว่าคนอื่น  ที่แปลกก็คือคนเป็นร้อยรวมทั้งอาจารย์ประหยัดด้วย  เวลาชูบารมีก็จะแสดงปางค์ แต่น้อยนั้นเมื่อชูบารมีเอาก็จะพูดเป็นภาษาเทพได้เลย  ทำให้คนที่มี ๓ สลึงคิดว่าตัวเองนั้นแน่เหนือคนอื่น  ทั้ง ๆ ที่คุณแม่ของแกนั้นเป็นลูกพี่ลูกน้องกับอาจารย์ประหยัด  แต่เป็นบ้า  ซึ่งสมัยนั้นคุณแม่ของน้อยเขาแสดงหนังเป็นนางเอก ชื่อเรื่อง “เสือเฒ่า” เมื่อมีคุณแม่เป็นโรคประสาท ลูกก็คือน้อย ก็เลยไม่ค่อยจะเต็มบาท
       Cry เมื่อตัวเองแปลกกว่าคนอื่นก็ไม่รู้ว่ามีบุญหรือมีบาป  ก็ได้ยกถาดเป็นศิษย์อาจารย์พงษ์วิทย์  ปฏิบัติบ้าง เขียนองค์พระธรรมบ้างดับล้างบ้าง ก็น่าจะเดือนละ ๑ ครั้ง  จึงไม่มีความก้าวหน้าในองค์พระธรรม ซึ่งเป็นการวัดบารมีไปในตัว เมื่อไม่มีบุญวาสนาที่จะเป็นคนเต็มบาท แต่คิดว่าตัวเองมี ๓ สลึงนั้นเหนือกว่าคนธรรมดา  เป็นการวัดสติปัญญาคน ๓ สลึงอย่างง่าย ๆ  เมื่อน้อยได้รับส่วนแบ่งจากกองมรดกของ รุ้งลาวัลย์ วิบุลสันติ มาครั้งละแสนสองแสน  ก็ไปเช่าทาวเฮ้าส์อยู่ ซื้อเครื่องบำรุงบำเรอ เช่น ตู้เย็น วิทยุ โทรทัศน์ มือถือ ติดจานดาวเทียม  ใช้จ่ายเงินเหมือน สามล้อถูกหวย  เวลาพูดสั่งสอนอะไร ทำหน้าเชิดเหมือนคนมีเงินล้าน  ก็เลยเลิกที่จะไปเยี่ยมเยียนสั่งสอน  ในที่สุดเงินสี่ห้าแสนที่ได้มาก็หมดลง  เพราะได้แต่กินไม่หาเข้า  ก็เก็บเข้าเก็บของกลับมาอยู่กรุงเทพฯ  เมียกิ๊กที่เอาไปด้วยนั้นก็กลับไปอยู่ที่บ้าน  ต่างคนต่างอยู่
       Afro จากที่อยู่ มีกินมีใช้ อย่างเสี่ย  ก็กลับมาอยู่กรุงเทพฯ แบบกระจ๊อกงอกง่อย  มาดูแลอาม้าของแก ก็ได้เงินเดือน ๆ ละ ๑,๐๐๐.-บาท  เมื่ออาม้าตาย พ่อแกก็ให้อยู่ที่บ้านอาม้านั่นแหละ  ขึ้นเงินเดือนให้เท่าเดิม  ไม่พอกินก็ไปรับจ้าง รับแม่ค้า เที่ยวละ ๕๐ บาท ตื่นตี ๓ รับแม่ค้าส่งที่บ้าน  ก็มีความสุขดีกว่าตอนที่มีเงิน บางเดือนก็กินแต่มาม่า  มาเมื่อปีกลายนี้ก็ได้แวะไปเยี่ยมเยียน  ก็ให้มารับส่งไปนั่นไปนี่  เวลากลับก็ให้เงินเป็นค่าน้ำมัน ๒-๓ ร้อยบาท ก็น่าจะคุ้มเพราะว่าเวลาน้อยกินข้าวนั้นจะกินมากกว่าคนปกติ เพราะคนที่เป็นโรค ๓ สลึง นั้นก็กินจุ  ปีนี้พาไปหาอาจารย์สุชาติ รัตนสุข ที่ห้วยขวาง เนื่องจากว่ากินมาก  เวลาไปนั่งดู อ.สุชาติ ทำพิธี  ก็จะนั่งหลับ  ไปวิหาร อ.บุญมา ก็จะไปแบบหน้าโง่ปัญญาอ่อน  ไม่มีใครที่จะมาสนใจศิษย์สายสัญญาปัญญาอ่อน ถึงแม้ว่าจะเข้ามาในสายสัญญาถึง ๑๙ ปีแล้วก็ตาม  ลุงของน้อยนั้นเป็นสายสัญญา-ประยุกต์ ที่ศิษย์หลาย ๆ ท่านต้องการที่จะพบจะเจอ  เพื่อให้ประจุองค์พระธรรม และขอความรู้เพิ่มเติม  แต่นายน้อยนั้นไม่สนใจ เวลาอาจารย์ประหยัด ทำอะไรให้ลูกศิษย์  แกก็จะนั่งดูแบบคนปัญญาอ่อน  ไม่ได้สนใจว่า  ใครจะมีบารมีสูงแค่ไหนในสายสัญญา หรือสายเทพ ภาษาเทพที่เคยพูดได้ก็กลายเป็นว่าต้องมาพูดภาษา “ผี”
        ก็ไม่ใช่ว่าจะใจไม้ไส้ระกำ  แต่เมื่อคนเขาไม่สนใจและไม่อยากได้องค์พระธรรม  ถ้าประจุองค์พระธรรมให้นายน้อย ก็เสียเวลา และเสียองค์พระธรรมเปล่า ๆ  จึงทำให้นายน้อยอยู่กับอาจารย์ประหยัดเหมือน ใกล้เกลือกินด่าง ไปวิหารอาจารย์บุญมาด้วยกัน นอนโรงแรมห้องเดียวกัน  ตัวมันเองไม่ได้สนใจที่จะขอองค์พระธรรมจากอาจารย์ประหยัดเลย ทำตัวเหมือนปลา อยู่ในน้ำแต่ไม่รู้จักน้ำ ถ้าลงมากรุงเทพฯ โทรไปหาน้อยแก  ซึ่งน้อยก็คิดว่า อาจารย์ประหยัด ต้องไปพึ่งพาอาศัยแก  หารู้ไม่ว่าในกรุงเทพฯ นั้น ถนนหนทาง ไม่ว่า รถเมล์ รถไฟฟ้า รถใต้ดิน อาจารย์ประหยัด ถนัดหมด แต่ที่ไปแล้วให้แกมาหานั้น สงสารที่น้อยแกกินแต่มาม่า อยากให้ลิ้นแกได้ลิ้มชิมรสอาหารดี ๆ บ้าง  อย่างร้าน หัวปลาหม้อไฟ ปิ่นเกล้า ทุกครั้งที่ไปก็พาไปกินตลอด  เวลาสั่งกินก็กินแบบที่ว่า กินมื้อนี้ให้อิ่มไปหลาย ๆ มื้อ
       Embarrassed มาวันนี้ได้โทรไปหานายน้อย ถามว่าไปส่งลุงที่ปฐมอโศก ได้ไหม  มันตอบว่าเราว่าน้ำท่วม ไม่ไป  ไม่ใช่เอารถโกโรโกโสของแกไปนะ  แต่เอารถกระบะรุ่นใหม่เกือบป้ายแดงไป  เพื่อที่จะเอาหญ้าหวานไปส่งเขา  แล้วก็จะไปที่ “เทพประสิทธิ์”  ก็เลยบอกน้อยไปว่า มึงไปรับจ้างแม่ค้าตื่นตี ๓ เที่ยวละ ๕๐.บาท  แต่ไปส่งกู เที่ยวละ ๓๐๐.-บาท ไม่ไปหรือ มันบอกแบบว่า “หยิ่งในความจน” ไม่ไป เพราะเราเกรงใจลูกศิษย์ ซึ่งมีหลาย ๆ คนที่บอกว่า มีอะไรอาจารย์ก็บอกนะ  แต่ก็ยังไม่บอก  ก็เลยโทรไปหาคุณศักดิ์ ศิษย์ของ อาจารย์ชาญยุทธ์  ขอให้ช่วยเหลือขับรถไปส่งหน่อย  ซึ่งคุณศักดิ์ก็ดีเหลือหลายตกลงทันทีว่าจะไปส่งให้  มากรุงเทพฯ เมื่อไหร่ก็อยู่กับควาย  คนที่มี ๓ สลึง เอาแต่กินแล้วก็นอน ไม่สนใจว่าลุงมันจะมีบารมีโปรดญาติยังไง มันก็ไม่สน  เมื่อตอนที่แกไปส่ง อาจารย์ประหยัด ไปปอยเปต ไปโปรด ดร.สุวพล นั้น  ตามันก็เห็นทั้ง ๒ ดวง แม่คงจะมืดบอด  ปัญญาควายไม่รู้ว่า ระดับ ดร. เจ้าของบ่อนนั้น ยิ่งใหญ่แค่ไหน ต้องมากราบไว้อาจารย์ประหยัด เขาเรียกขานอาจารย์ประหยัดว่าอาจารย์  แต่ไม่เคยเหลือบตามองไอ้คุณน้อยแม้แต่หางตา  ไม่ใช่ว่าองค์พระธรรมไม่ดีนะ แต่องค์พระธรรมในสายสัญญานั้น ไม่น่าจะเขียนให้ ๓ สลึง กลายเป็นหนึ่งบาทได้ ขนาดที่ว่าคนกรุงเทพฯ ที่เต็มบาทนั้น อาจารย์ประหยัดยังไม่สามารถโปรดได้ให้เกินกว่าหนึ่งบาทขึ้นไป เป็นสองสามบาท น่าจะมีมากกว่าห้าร้อยคน  จนอ่อนใจมากรุงเทพฯ ครั้งใดก็ไม่เคยบอกลูกศิษย์ทางกรุงเทพฯ เลย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 07, 2012, 07:51:15 PM โดย administrator » บันทึกการเข้า

I am a slow walker in Saisanya, but I never walk back.
หากจะคิดปฏิบัติในสายสัญญาแบบไฟไหม้ฟาง ก็ไม่ควรที่จะเข้ามาปฏิบัติเสียจะดีกว่า
administrator
Administrator
Hero Member
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 765


"กัมฺมุนา วัตฺตตี โลโก" สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม


เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: ธันวาคม 14, 2011, 10:18:44 AM »

"อายุบวร"
    Tongue อาจารย์ชาตรี ปัจจุบันน่าจะเป็นศิษย์เอกอาจารย์บุญมา  เคยบอก อ.ชาตรี ว่าจะส่งลูกศิษย์ไปให้  เพราะว่าตัวอาจารย์นั้น เวลานี้เป็นสายสัญญาที่มีบารมีสูงมาก  แต่เป็นฝ่ายบุญฤทธิ์ ก็น่าจะเบื่อคน เพราะคงจะเจอลูกศิษย์แบบอาจารย์ประหยัดมามาก อาจารย์ชาตรีส่ายทั้งหัวส่ายทั้งหน้าแล้วก็ส่ายไปทั้งตัว  ไม่ยอมรับเป็นเด็ดขาด  อาจารย์ชาตรีชอบที่จะพูดคุยกับสายสัญญาในระดับเดียวกันแล้วก็รู้เรื่อง แบบอาจารย์ประหยัดนี่แหละ  ซึ่งอาจารย์ชาตรีมีความสามารถที่จะรู้ว่าสายสัญญาคนใดอยู่ในระดับไหน แล้วก็จะไม่ไปเสวนาด้วย  เพราะว่าพูดไปก็เสียเวลา
    :Smiley พระพุทธเจ้าเปรียบคนเหมือนบัว ๔ เหล่า  ท่านจะโปรดแต่บัวที่พ้นน้ำเท่านั้น  ประเภทบัวใต้น้ำอยู่ในโคลนตมนั้นพระองค์ท่านจะเมินไม่มอง  แล้วยิ่งอยู่ใต้น้ำมีหินทับเอาไว้อย่างนายน้อยหลานชาย อาจารย์ประหยัด นั้น  เอาไปให้อาจารย์คนไหนโปรดก็คงจะไม่เอา โดยเฉพาะที่ว่า No money ก็เสียเวลาที่อาจารย์จะโปรด  ปัจจุบันนี้ยิ่งเป็๋น "เสือหิว" ไปรับแม่ค้ากลับบ้านเที่ยวละ ๕๐.-บาท ต้องตื่นตี ๓ ไปรับ เฉพาะค่าน้ำมันก็น่าจะ ๒๐ บาท ก็เหลือกินเพียงแค่ ๓๐ บาท ก็คงจะซื้อมาม่าไปกินได้หลายซอง พูดกับคนที่มี ๓ สลึงนั้นพูดยาก เพราะว่าความคิดสมองนั้นมีจำกัด  มันบอกว่ากินมาม่าอร่อยดี แต่เราบอกว่าหัวปลาหม้อไฟอร่อย ก็ทำปากสะแยะเชิดเหมือนอภิสิทธิ์  เวลาพาไปกิน เรากินถ้วยเดียว นอกนั้นมันกินหมด ก็ไม่รู้ว่าหัวปลาหม้อไฟของคุณหมูนั้นอร่อยกว่ามาม่า หรือมาม่าอร่อยกว่า
    Huh? พูดเปรียบเทียบไปเปรียบเทียบมา  ในสายสัญานั้นก็มีคนมากมายที่มีคุณภาพไม่ดีพอ มีดที่ทำจากเหล็กที่คุณภาพไม่ดี ฝนยังไงก็ช่างมันก็ไม่คม คมนี้หมายถึงว่าโกนขนหน้าแข้งได้นะ มีดอรัญญิกของอยุทธยานั้น เหล็กที่เขาเอามาตีนั้นดีมาก ฝนแล้วคมแต่ฝีมือตีมีดนั้นไม่ดี หยาบ แต่ไม่เป็นไรก็ทนใช้ไปเถอะเพราะคมดี  เวลาซื้อก็เลือกให้ดี ดูเอาเล็งเอาว่าตรงไม่คดงอก็ใช้ได้  ไม่คดงอของมีดถ้าเปรียบในสายสัญญาก็น่าจะเป็นคนที่มีกุศลมาดีพอสมควร โดยดูจากองค์บารมี ซึ่งถ้าเป็นองค์ระดับเทพ-พรหมก็สามารถตกแต่งให้ดีขึ้นไปได้  หากเป็น "สำภเวสี" ระดับผีทั่วไปนั้น ก็อย่าให้มายกถาดเป็นศิษย์เลยเสียจะดีกว่า อย่าไปเสียเวลาฝนทั่งให้เป็นเข็มจะดีกว่า
บันทึกการเข้า

I am a slow walker in Saisanya, but I never walk back.
หากจะคิดปฏิบัติในสายสัญญาแบบไฟไหม้ฟาง ก็ไม่ควรที่จะเข้ามาปฏิบัติเสียจะดีกว่า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: