"อายุบวร"

เมื่อปลายปี พ.ศ. ๒๕๓๕ ได้พาคุณน้อยซึ่งเป็นหลานชาย ไปชูบารมีกับ อ.พงษ์วิทย์ คน ๆ นี้แปลกกว่าคนอื่น ที่แปลกก็คือคนเป็นร้อยรวมทั้งอาจารย์ประหยัดด้วย เวลาชูบารมีก็จะแสดงปางค์ แต่น้อยนั้นเมื่อชูบารมีเอาก็จะพูดเป็นภาษาเทพได้เลย ทำให้คนที่มี ๓ สลึงคิดว่าตัวเองนั้นแน่เหนือคนอื่น ทั้ง ๆ ที่คุณแม่ของแกนั้นเป็นลูกพี่ลูกน้องกับอาจารย์ประหยัด แต่เป็นบ้า ซึ่งสมัยนั้นคุณแม่ของน้อยเขาแสดงหนังเป็นนางเอก ชื่อเรื่อง “เสือเฒ่า” เมื่อมีคุณแม่เป็นโรคประสาท ลูกก็คือน้อย ก็เลยไม่ค่อยจะเต็มบาท

เมื่อตัวเองแปลกกว่าคนอื่นก็ไม่รู้ว่ามีบุญหรือมีบาป ก็ได้ยกถาดเป็นศิษย์อาจารย์พงษ์วิทย์ ปฏิบัติบ้าง เขียนองค์พระธรรมบ้างดับล้างบ้าง ก็น่าจะเดือนละ ๑ ครั้ง จึงไม่มีความก้าวหน้าในองค์พระธรรม ซึ่งเป็นการวัดบารมีไปในตัว เมื่อไม่มีบุญวาสนาที่จะเป็นคนเต็มบาท แต่คิดว่าตัวเองมี ๓ สลึงนั้นเหนือกว่าคนธรรมดา เป็นการวัดสติปัญญาคน ๓ สลึงอย่างง่าย ๆ เมื่อน้อยได้รับส่วนแบ่งจากกองมรดกของ รุ้งลาวัลย์ วิบุลสันติ มาครั้งละแสนสองแสน ก็ไปเช่าทาวเฮ้าส์อยู่ ซื้อเครื่องบำรุงบำเรอ เช่น ตู้เย็น วิทยุ โทรทัศน์ มือถือ ติดจานดาวเทียม ใช้จ่ายเงินเหมือน สามล้อถูกหวย เวลาพูดสั่งสอนอะไร ทำหน้าเชิดเหมือนคนมีเงินล้าน ก็เลยเลิกที่จะไปเยี่ยมเยียนสั่งสอน ในที่สุดเงินสี่ห้าแสนที่ได้มาก็หมดลง เพราะได้แต่กินไม่หาเข้า ก็เก็บเข้าเก็บของกลับมาอยู่กรุงเทพฯ เมียกิ๊กที่เอาไปด้วยนั้นก็กลับไปอยู่ที่บ้าน ต่างคนต่างอยู่

จากที่อยู่ มีกินมีใช้ อย่างเสี่ย ก็กลับมาอยู่กรุงเทพฯ แบบกระจ๊อกงอกง่อย มาดูแลอาม้าของแก ก็ได้เงินเดือน ๆ ละ ๑,๐๐๐.-บาท เมื่ออาม้าตาย พ่อแกก็ให้อยู่ที่บ้านอาม้านั่นแหละ ขึ้นเงินเดือนให้เท่าเดิม ไม่พอกินก็ไปรับจ้าง รับแม่ค้า เที่ยวละ ๕๐ บาท ตื่นตี ๓ รับแม่ค้าส่งที่บ้าน ก็มีความสุขดีกว่าตอนที่มีเงิน บางเดือนก็กินแต่มาม่า มาเมื่อปีกลายนี้ก็ได้แวะไปเยี่ยมเยียน ก็ให้มารับส่งไปนั่นไปนี่ เวลากลับก็ให้เงินเป็นค่าน้ำมัน ๒-๓ ร้อยบาท ก็น่าจะคุ้มเพราะว่าเวลาน้อยกินข้าวนั้นจะกินมากกว่าคนปกติ เพราะคนที่เป็นโรค ๓ สลึง นั้นก็กินจุ ปีนี้พาไปหาอาจารย์สุชาติ รัตนสุข ที่ห้วยขวาง เนื่องจากว่ากินมาก เวลาไปนั่งดู อ.สุชาติ ทำพิธี ก็จะนั่งหลับ ไปวิหาร อ.บุญมา ก็จะไปแบบหน้าโง่ปัญญาอ่อน ไม่มีใครที่จะมาสนใจศิษย์สายสัญญาปัญญาอ่อน ถึงแม้ว่าจะเข้ามาในสายสัญญาถึง ๑๙ ปีแล้วก็ตาม ลุงของน้อยนั้นเป็นสายสัญญา-ประยุกต์ ที่ศิษย์หลาย ๆ ท่านต้องการที่จะพบจะเจอ เพื่อให้ประจุองค์พระธรรม และขอความรู้เพิ่มเติม แต่นายน้อยนั้นไม่สนใจ เวลาอาจารย์ประหยัด ทำอะไรให้ลูกศิษย์ แกก็จะนั่งดูแบบคนปัญญาอ่อน ไม่ได้สนใจว่า ใครจะมีบารมีสูงแค่ไหนในสายสัญญา หรือสายเทพ ภาษาเทพที่เคยพูดได้ก็กลายเป็นว่าต้องมาพูดภาษา “ผี”

ก็ไม่ใช่ว่าจะใจไม้ไส้ระกำ แต่เมื่อคนเขาไม่สนใจและไม่อยากได้องค์พระธรรม ถ้าประจุองค์พระธรรมให้นายน้อย ก็เสียเวลา และเสียองค์พระธรรมเปล่า ๆ จึงทำให้นายน้อยอยู่กับอาจารย์ประหยัดเหมือน ใกล้เกลือกินด่าง ไปวิหารอาจารย์บุญมาด้วยกัน นอนโรงแรมห้องเดียวกัน ตัวมันเองไม่ได้สนใจที่จะขอองค์พระธรรมจากอาจารย์ประหยัดเลย
ทำตัวเหมือนปลา อยู่ในน้ำแต่ไม่รู้จักน้ำ ถ้าลงมากรุงเทพฯ โทรไปหาน้อยแก ซึ่งน้อยก็คิดว่า อาจารย์ประหยัด ต้องไปพึ่งพาอาศัยแก หารู้ไม่ว่าในกรุงเทพฯ นั้น ถนนหนทาง ไม่ว่า รถเมล์ รถไฟฟ้า รถใต้ดิน อาจารย์ประหยัด ถนัดหมด แต่ที่ไปแล้วให้แกมาหานั้น สงสารที่น้อยแกกินแต่มาม่า อยากให้ลิ้นแกได้ลิ้มชิมรสอาหารดี ๆ บ้าง อย่างร้าน หัวปลาหม้อไฟ ปิ่นเกล้า ทุกครั้งที่ไปก็พาไปกินตลอด เวลาสั่งกินก็กินแบบที่ว่า กินมื้อนี้ให้อิ่มไปหลาย ๆ มื้อ

มาวันนี้ได้โทรไปหานายน้อย ถามว่าไปส่งลุงที่ปฐมอโศก ได้ไหม มันตอบว่าเราว่าน้ำท่วม ไม่ไป ไม่ใช่เอารถโกโรโกโสของแกไปนะ แต่เอารถกระบะรุ่นใหม่เกือบป้ายแดงไป เพื่อที่จะเอาหญ้าหวานไปส่งเขา แล้วก็จะไปที่ “เทพประสิทธิ์” ก็เลยบอกน้อยไปว่า มึงไปรับจ้างแม่ค้าตื่นตี ๓ เที่ยวละ ๕๐.บาท แต่ไปส่งกู เที่ยวละ ๓๐๐.-บาท ไม่ไปหรือ
มันบอกแบบว่า “หยิ่งในความจน” ไม่ไป เพราะเราเกรงใจลูกศิษย์ ซึ่งมีหลาย ๆ คนที่บอกว่า มีอะไรอาจารย์ก็บอกนะ แต่ก็ยังไม่บอก ก็เลยโทรไปหาคุณศักดิ์ ศิษย์ของ อาจารย์ชาญยุทธ์ ขอให้ช่วยเหลือขับรถไปส่งหน่อย ซึ่งคุณศักดิ์ก็ดีเหลือหลายตกลงทันทีว่าจะไปส่งให้ มากรุงเทพฯ เมื่อไหร่ก็อยู่กับควาย คนที่มี ๓ สลึง เอาแต่กินแล้วก็นอน ไม่สนใจว่าลุงมันจะมีบารมีโปรดญาติยังไง มันก็ไม่สน เมื่อตอนที่แกไปส่ง อาจารย์ประหยัด ไปปอยเปต ไปโปรด ดร.สุวพล นั้น ตามันก็เห็นทั้ง ๒ ดวง แม่คงจะมืดบอด ปัญญาควายไม่รู้ว่า ระดับ ดร. เจ้าของบ่อนนั้น ยิ่งใหญ่แค่ไหน ต้องมากราบไว้อาจารย์ประหยัด เขาเรียกขานอาจารย์ประหยัดว่าอาจารย์ แต่ไม่เคยเหลือบตามองไอ้คุณน้อยแม้แต่หางตา
ไม่ใช่ว่าองค์พระธรรมไม่ดีนะ แต่องค์พระธรรมในสายสัญญานั้น ไม่น่าจะเขียนให้ ๓ สลึง กลายเป็นหนึ่งบาทได้ ขนาดที่ว่าคนกรุงเทพฯ ที่เต็มบาทนั้น อาจารย์ประหยัดยังไม่สามารถโปรดได้ให้เกินกว่าหนึ่งบาทขึ้นไป เป็นสองสามบาท น่าจะมีมากกว่าห้าร้อยคน จนอ่อนใจมากรุงเทพฯ ครั้งใดก็ไม่เคยบอกลูกศิษย์ทางกรุงเทพฯ เลย