"อายุบวร"

๑๒ พ.ค. ๒๕๔๙ มีโทรศัพท์มาจาก ผกก.ศิริ วิบุลสันติ บอกว่าอาเวทย์ สำเร็จแล้ว ก็นึกว่าสำเร็จอรหันต์ สำเร็จของ ผกก.ก็คือ วิญญาณออกจากร่าง ไปตาม “กรรม” ที่ได้สร้างเอาไว้ในชาตินี้ แต่ไม่ใช่สำเร็จเป็น “อรหันต์” นะ ถ้าสำเร็จได้ก็เป็นเพียงแค่ หันหน้าลงสู่ “นรก” ซึ่งก็ไม่ต้องถามว่า
“ทำไม อาจารย์ประหยัด รู้” ก็ในเมื่อ เจ้านครสิบทิศ รักษาทางไกลได้ ทำไมเพียงแค่รู้ว่าคน ๆ นี้ตายแล้วไปไหนจะรู้ไม่ได้ ในเมื่อมันง่ายกว่ารักษาทางไกลเสียอีก

พี่เวทย์นั้นเป็นคนที่มีหัวใจสีซึ่งมองเห็นชัดมาก คือสีดำ เพราะฉะนั้นจึงเป็นคนที่ไม่ค่อยจะมองโลกในแง่ดี
เห็นตัวเองเป็นเอกบุรุษย์เป็นเทวดา แต่คนอื่นโดยเฉพาะพวกหลาน ๆ นั้นเป็นสัตว์ จะเป็นสองเท้าหรือสี่เท้าก็ไม่เคยถามคุณเวทย์ ในสมัยก่อนปี พ.ศ. ๒๕๐๐ นั้น คุณเวทย์และภรรยา บุตรอีก ๒ คน อาศัยอยู่กับมารดา ค่ากินอยู่และค่าใช้จ่ายทุกอย่างเบิกเอาจาก “กองกลาง” หรือคนจีนเรียกว่า “กงสี” แม้แต่เงินซื้อรถยนต์นั่งทั้งรถเก๋งและรถจี๊ปนั้นก็เอาเงินกงสีทั้งสิ้น

ทุกวันหยุดเมื่อไม่ได้ไปโรงเรียน อาจารย์ประหยัดก็จะถูกคุณแม่ไล่ให้ไปเล่นที่บ้านยาย(อุ้ย) พอไปถึงคุณเวทย์ก็จะให้ความเมตตา ใช้ให้สูบน้ำใส่โอ่งที่ใช้กับห้องครัว แล้วหิ้วใส่กระป๋องไปใส่ตุ่ม ๒ ตุ่มในห้องอาบน้ำ เอาไว้ให้เมียและลูกอาบ ส่วนวิชาอื่น ๆ ที่ได้ทำนั้นก็คือ ไปตัดต้นลำไยมาเลื่อยเป็นท่อนแค่ศอกผ่าออกเป็นซีก เพื่อทำเป็นฟืนเอาไว้ต้มน้ำให้เมียอาบ ถ้าเป็นฤดูที่ผลไม้อันใดออกลูกเช่นลำไย ก็จะถูกใช้ให้ขึ้นเก็บผล เสร็จสิ้นจากการเก็บแล้ว พอลงจากต้นลำไย คุณเวทย์แกจะเก็บลำไยที่เป็นช่อไปหมด แล้วแกจะบอก อาจารย์ประหยัดว่า เม็ดที่ร่วง ๆ เรี่ยราดนั้น เก็บ ๆ กินเสีย คุณเวทย์แกก็ไม่ค่อยเอารัดเอาเปรียบเท่าไรนัก แกก็คงคิดว่า อาจารย์ประหยัด นั้นเป็นเด็กโง่ ความจริงก่อนที่จะเอาลงตระกร้านั้น อ.ประหยัด ก็เด็ดกินจนพุงกางแล้ว

คุณเวทย์แกจะใช้งานเราทุกอย่าง แต่เวลากินข้าวเที่ยงนั้น สันดานของคนเห็นแก่ตัวเป็นยังไงก็จะสำรอกหรือแสดงออกมาให้เห็นอย่างชัดแจ้ง ในสมัยนั้นก๋วยเตี๋ยวชามเล็ก 50 สตางค์ ชามใหญ่ ๓ สลึง
เมื่อคุณเวทย์แกกินแล้ว แกจะเหลือน้ำก๋วยเตี๋ยวไว้ไม่ถึงครึ่ง พร้อมกับเส้น ๒-๓ เส้น แกบอกให้ อ.ประหยัด ว่า เอาข้าวเหนียว จิ้ม ๆ กิน อร่อยนะ ในสมัยนั้นเป็นเด็กอายุไม่ถึง ๑๐ ขวบ ก็คงไม่มีความเฉลียวฉลาดเท่าปัจจุบันนี้
คุณเวทย์นั้นแกสร้าง “กรรม” โดยไม่รู้ตัว ซึ่งแกไม่ได้คิดว่าในอนาคตนั้น อาจารย์ประหยัด จะกลายมาเป็น อาจารย์ในสายสัญญา ซึ่งสามารถทดแทนบุญคุณของแกได้อย่างแสนสาหัส โดยที่แกเองจะไม่มีวันรู้เลยว่าที่แกได้รับไปเต็ม ๆ นั้นมันมาจาก ๑๖ ชั้นฟ้าหรือ ๑๕ ชั้นดิน

มีอยู่วันหนึ่งลูกชายของนายเวทย์เอาพระศิวะลี สูงประมาณ เกือบ ๖ นิ้ว ไปจากหิ้งพระซึ่งก็คงจะเอาไปอวดเพื่อน ๆ นายเวทย์แกให้คนใช้ไปเรียก อาจารย์ประหยัด มาจากบ้าน แกตั้งข้อหาให้ว่า ขโมยพระของแกไป ซึ่งความจริงพระทั้งหมดนั้นเป็นของก๋งแต่แกฮุบเอาไปเป็นสมบัติของแกหมด ไม่แบ่งให้ใครเลย แล้วแกก็ทำโทษซึ่งเรียกได้ว่า ข่มเหงรังแก แกเฆี่ยน อาจารย์ประหยัดไป ๑๐ กว่าไม้ ก็ไม่ได้โกรธหรืออาฆาต แต่ประเทศไทยนั้นถ้าจำประวัติศาสตร์ไม่ได้ก็คงจะไม่เป็นประเทศไทยมาจนถึงปัจจุบันนี้ ก็ไม่นึกเลยว่าความจำของเราจะเหมือนกับเครื่อง Computer เลย จำทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณเวทย์แกทำอะไรไว้ให้เราได้ทั้งหมด

เวลาผ่านไปเหมือนปีกบิน ตอนที่ลูกสาวสอบเข้า BBC ได้นั้น เนื่องจากสันดานคนที่เห็นแก่ตัวสอดรู้สอดเห็น แกจะเดินไปสอดแนมที่บ้านเป็นประจำ เมื่อได้ยิน อ.ประหยัด คุยว่าลูกสาว สอบเข้า BBC ได้แล้วรอเรียกตัว แกก็ไปที่ธนาคาร BBC ไปบอกผู้จัดการว่า อย่าไปรับลูกสาว อ.ประหยัด เพราะพ่อมันเป็นคนเกเรเป็นนักเลง ซึ่งมีอยู่วันหนึ่งเมื่อแกเห็น “คุณเหน่ง” ซึ่งเป็นเด็กในบ้านของ อ.ประหยัด แกก็พูดเรื่องนี้ให้คุณเหน่งฟัง เพื่อที่จะได้นำกลับไปเล่าให้ อ.ประหยัด ฟัง
แต่แกไม่นึกเลยหรือว่า ลูกสาวอาจารย์ประหยัดนั้นไปเหยียบเอาหัวพ่อแกหรือ เด็กมันไม่รู้อะไรแล้วก็ไม่เคยมาเสวนากับแกด้วยเลย เมื่อเวลามาถึงหรือพูดได้ว่า “กรรม” ตามทันแล้ว อาจารย์ประหยัดก็นึกถึงวิชาตีหลักในสายสัญญา ซึ่งเคยเห็น อาจารย์พงษ์วิทย์ ตีหลักประหารมาร ก็ได้ทดสอบวิชานี้กับนายเวทย์บ้าง เนื่องจากเทวดาทำงานช้ามาก ทรัพย์สินของนายเวทย์ก็เริ่มถูกลูกชายผลาญด้วยการเล่นการเมือง ฉิบหายล่มจมไปเกือบจะหมด เงินทองที่เหลือเอาไว้ใช้ก็มีอยู่ประมาณ ๖-๗ ล้านบาท
แล้วในที่สุดกรรมก็ตามสนอง มีอยู่วันหนึ่งนายเวทย์เดินขัดขาตัวเองหรือใครก็ไม่ทราบตกบันได ไปนอนอยู่โรงพยาบาล ต้องผ่าตัดสมองถึง ๒ ครั้ง ก็ได้รับพรที่ว่า นั่งกินนอนกิน เป็นอัมพฤกษ์อัมพาตไปอย่างน่าเอ็นดู ซึ่งใครอยากสงสารก็ไม่ว่ากัน