หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: กรรมตามทันในชาตินี้แหละ  (อ่าน 1022 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
administrator
Administrator
Hero Member
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 765


"กัมฺมุนา วัตฺตตี โลโก" สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม


เว็บไซต์
« เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2008, 09:44:25 AM »

"อายุบวร"

      Shocked ๑๒ พ.ค. ๒๕๔๙ มีโทรศัพท์มาจาก ผกก.ศิริ วิบุลสันติ บอกว่าอาเวทย์  สำเร็จแล้ว ก็นึกว่าสำเร็จอรหันต์ สำเร็จของ ผกก.ก็คือ วิญญาณออกจากร่าง ไปตาม “กรรม” ที่ได้สร้างเอาไว้ในชาตินี้ แต่ไม่ใช่สำเร็จเป็น “อรหันต์” นะ ถ้าสำเร็จได้ก็เป็นเพียงแค่ หันหน้าลงสู่ “นรก” ซึ่งก็ไม่ต้องถามว่า “ทำไม อาจารย์ประหยัด รู้” ก็ในเมื่อ เจ้านครสิบทิศ รักษาทางไกลได้ ทำไมเพียงแค่รู้ว่าคน ๆ นี้ตายแล้วไปไหนจะรู้ไม่ได้ ในเมื่อมันง่ายกว่ารักษาทางไกลเสียอีก  

      Embarrassed พี่เวทย์นั้นเป็นคนที่มีหัวใจสีซึ่งมองเห็นชัดมาก คือสีดำ  เพราะฉะนั้นจึงเป็นคนที่ไม่ค่อยจะมองโลกในแง่ดี เห็นตัวเองเป็นเอกบุรุษย์เป็นเทวดา  แต่คนอื่นโดยเฉพาะพวกหลาน ๆ นั้นเป็นสัตว์ จะเป็นสองเท้าหรือสี่เท้าก็ไม่เคยถามคุณเวทย์ ในสมัยก่อนปี พ.ศ. ๒๕๐๐ นั้น คุณเวทย์และภรรยา บุตรอีก ๒ คน อาศัยอยู่กับมารดา ค่ากินอยู่และค่าใช้จ่ายทุกอย่างเบิกเอาจาก “กองกลาง” หรือคนจีนเรียกว่า “กงสี” แม้แต่เงินซื้อรถยนต์นั่งทั้งรถเก๋งและรถจี๊ปนั้นก็เอาเงินกงสีทั้งสิ้น  

       Tongue ทุกวันหยุดเมื่อไม่ได้ไปโรงเรียน อาจารย์ประหยัดก็จะถูกคุณแม่ไล่ให้ไปเล่นที่บ้านยาย(อุ้ย) พอไปถึงคุณเวทย์ก็จะให้ความเมตตา ใช้ให้สูบน้ำใส่โอ่งที่ใช้กับห้องครัว แล้วหิ้วใส่กระป๋องไปใส่ตุ่ม ๒ ตุ่มในห้องอาบน้ำ เอาไว้ให้เมียและลูกอาบ  ส่วนวิชาอื่น ๆ ที่ได้ทำนั้นก็คือ ไปตัดต้นลำไยมาเลื่อยเป็นท่อนแค่ศอกผ่าออกเป็นซีก  เพื่อทำเป็นฟืนเอาไว้ต้มน้ำให้เมียอาบ ถ้าเป็นฤดูที่ผลไม้อันใดออกลูกเช่นลำไย ก็จะถูกใช้ให้ขึ้นเก็บผล เสร็จสิ้นจากการเก็บแล้ว พอลงจากต้นลำไย คุณเวทย์แกจะเก็บลำไยที่เป็นช่อไปหมด  แล้วแกจะบอก อาจารย์ประหยัดว่า เม็ดที่ร่วง ๆ เรี่ยราดนั้น เก็บ ๆ กินเสีย คุณเวทย์แกก็ไม่ค่อยเอารัดเอาเปรียบเท่าไรนัก  แกก็คงคิดว่า อาจารย์ประหยัด นั้นเป็นเด็กโง่ ความจริงก่อนที่จะเอาลงตระกร้านั้น อ.ประหยัด ก็เด็ดกินจนพุงกางแล้ว

       Undecided คุณเวทย์แกจะใช้งานเราทุกอย่าง แต่เวลากินข้าวเที่ยงนั้น สันดานของคนเห็นแก่ตัวเป็นยังไงก็จะสำรอกหรือแสดงออกมาให้เห็นอย่างชัดแจ้ง ในสมัยนั้นก๋วยเตี๋ยวชามเล็ก 50 สตางค์ ชามใหญ่ ๓ สลึง เมื่อคุณเวทย์แกกินแล้ว  แกจะเหลือน้ำก๋วยเตี๋ยวไว้ไม่ถึงครึ่ง พร้อมกับเส้น ๒-๓ เส้น แกบอกให้ อ.ประหยัด ว่า เอาข้าวเหนียว จิ้ม ๆ กิน อร่อยนะ ในสมัยนั้นเป็นเด็กอายุไม่ถึง ๑๐ ขวบ  ก็คงไม่มีความเฉลียวฉลาดเท่าปัจจุบันนี้  คุณเวทย์นั้นแกสร้าง “กรรม” โดยไม่รู้ตัว ซึ่งแกไม่ได้คิดว่าในอนาคตนั้น  อาจารย์ประหยัด จะกลายมาเป็น  อาจารย์ในสายสัญญา ซึ่งสามารถทดแทนบุญคุณของแกได้อย่างแสนสาหัส โดยที่แกเองจะไม่มีวันรู้เลยว่าที่แกได้รับไปเต็ม ๆ นั้นมันมาจาก ๑๖ ชั้นฟ้าหรือ ๑๕ ชั้นดิน  

       Undecided มีอยู่วันหนึ่งลูกชายของนายเวทย์เอาพระศิวะลี สูงประมาณ เกือบ ๖ นิ้ว ไปจากหิ้งพระซึ่งก็คงจะเอาไปอวดเพื่อน ๆ  นายเวทย์แกให้คนใช้ไปเรียก อาจารย์ประหยัด มาจากบ้าน แกตั้งข้อหาให้ว่า ขโมยพระของแกไป  ซึ่งความจริงพระทั้งหมดนั้นเป็นของก๋งแต่แกฮุบเอาไปเป็นสมบัติของแกหมด  ไม่แบ่งให้ใครเลย แล้วแกก็ทำโทษซึ่งเรียกได้ว่า ข่มเหงรังแก แกเฆี่ยน อาจารย์ประหยัดไป ๑๐ กว่าไม้ ก็ไม่ได้โกรธหรืออาฆาต แต่ประเทศไทยนั้นถ้าจำประวัติศาสตร์ไม่ได้ก็คงจะไม่เป็นประเทศไทยมาจนถึงปัจจุบันนี้   ก็ไม่นึกเลยว่าความจำของเราจะเหมือนกับเครื่อง Computer เลย   จำทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณเวทย์แกทำอะไรไว้ให้เราได้ทั้งหมด  

      Shocked เวลาผ่านไปเหมือนปีกบิน ตอนที่ลูกสาวสอบเข้า BBC ได้นั้น เนื่องจากสันดานคนที่เห็นแก่ตัวสอดรู้สอดเห็น  แกจะเดินไปสอดแนมที่บ้านเป็นประจำ เมื่อได้ยิน อ.ประหยัด คุยว่าลูกสาว สอบเข้า BBC ได้แล้วรอเรียกตัว แกก็ไปที่ธนาคาร BBC ไปบอกผู้จัดการว่า อย่าไปรับลูกสาว อ.ประหยัด  เพราะพ่อมันเป็นคนเกเรเป็นนักเลง ซึ่งมีอยู่วันหนึ่งเมื่อแกเห็น “คุณเหน่ง” ซึ่งเป็นเด็กในบ้านของ อ.ประหยัด แกก็พูดเรื่องนี้ให้คุณเหน่งฟัง  เพื่อที่จะได้นำกลับไปเล่าให้ อ.ประหยัด ฟัง แต่แกไม่นึกเลยหรือว่า ลูกสาวอาจารย์ประหยัดนั้นไปเหยียบเอาหัวพ่อแกหรือ เด็กมันไม่รู้อะไรแล้วก็ไม่เคยมาเสวนากับแกด้วยเลย  เมื่อเวลามาถึงหรือพูดได้ว่า “กรรม” ตามทันแล้ว อาจารย์ประหยัดก็นึกถึงวิชาตีหลักในสายสัญญา ซึ่งเคยเห็น อาจารย์พงษ์วิทย์ ตีหลักประหารมาร  ก็ได้ทดสอบวิชานี้กับนายเวทย์บ้าง เนื่องจากเทวดาทำงานช้ามาก ทรัพย์สินของนายเวทย์ก็เริ่มถูกลูกชายผลาญด้วยการเล่นการเมือง ฉิบหายล่มจมไปเกือบจะหมด เงินทองที่เหลือเอาไว้ใช้ก็มีอยู่ประมาณ ๖-๗ ล้านบาท  แล้วในที่สุดกรรมก็ตามสนอง มีอยู่วันหนึ่งนายเวทย์เดินขัดขาตัวเองหรือใครก็ไม่ทราบตกบันได  ไปนอนอยู่โรงพยาบาล ต้องผ่าตัดสมองถึง ๒ ครั้ง  ก็ได้รับพรที่ว่า นั่งกินนอนกิน เป็นอัมพฤกษ์อัมพาตไปอย่างน่าเอ็นดู  ซึ่งใครอยากสงสารก็ไม่ว่ากัน  
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 22, 2010, 01:46:48 PM โดย administrator » บันทึกการเข้า

I am a slow walker in Saisanya, but I never walk back.
หากจะคิดปฏิบัติในสายสัญญาแบบไฟไหม้ฟาง ก็ไม่ควรที่จะเข้ามาปฏิบัติเสียจะดีกว่า
administrator
Administrator
Hero Member
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 765


"กัมฺมุนา วัตฺตตี โลโก" สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม


เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2008, 09:47:24 AM »

Cry “ทั้งโรคซ้ำกำซัดวิบัติเป็น ไม่เล็งเห็นที่ซึ่งจะพึ่งพา” ก็คงจะไม่มีใครที่จะยินดีหรือแม้อยากจะช่วยก็คงจะช่วยไม่ได้   เพราะว่า คุณเจ้านครสิบทิศ บอกว่า “สายสัญญาเป็นหนึ่งไม่มีสอง”  ในขณะที่ป่วยอยู่นั้น  น้าของ อ.ประหยัด คือ คุณสุรี ตียาภรณ์ ก็ได้เสียด้วยโรคมะเร็ง  ตั้งศพบำเพ็ญกุศลอยู่ที่วัดธาตุทอง เมื่อ ๒๕ ก.พ.๒๕๔๗ ก็ได้ลงมากรุงเทพฯ มาในงานศพ ในวันเผาพอดีก็ไปเจอกับ ดร.สุพจน์ ตีภายาภรณ์ อดีต คนบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.เชียงใหม่ ก็ได้คุยกันเรื่องเรื่องเทพกับท่านประมาณ ๒ ชั่วโมง ท่านก็ได้ถามว่าได้อ่าน หนังสือพิมพ์ไหม หลานชายนายเวทย์ซึ่งเป็นนักบินผู้ช่วย ไปขโมยคอมพิวเตอร์ของรถ BMW ตำรวจจับได้ ซึ่งลูกชายนายเวทย์ก็ไปบังคับพ่อแกให้เอาเงินทั้งหมดมา  เพื่อที่จะไปวิ่งคดีให้หลานนายเวทย์ เมื่อได้เงินไปแล้วเหตุผลที่ว่า “ใต้ฟ้าเมืองไทยไม่มีเรื่องไหนที่ตำรวจไทยทำไม่ได้” หลานชายนายเวทย์ก็หลุดคดีเดินทางไปทำงานที่เมืองนอก  เมื่อเงินหมดนายเวทย์แกก็ไม่มีเงินกินข้าวทางหลอดอาหาร พูดไปก็เหมือนอดตาย ลูกแกก็คงจะบอกเหมือนที่แกบอกกับอาจารย์ประหยัดว่า เอาข้าวเหนียวจิ้มน้ำก๋วยเตี๋ยวกินก็ได้ แกก็คงจะเอาข้าวเปล่า ๆ ให้นายเวทย์กิน ซึ่งคนที่อายุเกือบอีก ๑๐ ขวบปีจะถึง ๑๐๐ ปี เมื่อแก่แล้วกินแต่ข้าวมันจะอยู่ไหวรึ “กรรม” ที่เคยทำเอาไว้กับ อ.ประหยัด ก็ตามทัน ผลจากการที่นายเวทย์ได้รับพระราชทาน “หลักสายสัญญา” นั้นได้ผลดีมาก แต่ที่ขอเอาไว้ว่าขอให้อยู่ถึง ๑๐๐ ปีไม่ประสบความสำเร็จ อันเนื่องมาจากที่ว่า “ไม่มีอาหารดี ๆ กิน” ก็ต้องขอลา จากโลกอันแสนทรมานนี้ไป  Cry Cry

"อายุบวร"

       อมตะนิยายจีนที่โด่งดังในเมืองไทยคือ “มังกรหยก” มีวจีที่คนไทยคุ้นเคยเป็นอย่างดีคือ “๑๐ ปีแก้แค้นก็ยังไม่สาย” ซึ่งเป็นคำคมที่มีมนุษย์ผู้หนึ่งได้บัญญัติขึ้นมา แต่ในทางโลกทิพย์นั้นถ้ามีอายุไม่ยืนยาวพอก็คงจะไม่เข้าใจในวจี “อมตะนิรันดร์กาลของเทพ” ที่เรียกการแก้แค้นนี้เป็นภาษา"พระ"ว่า “กรรม”

     Shocked ท่านเวทย์นั้นเห็นหลาน ที่มีนามว่า อ.ประหยัด นั้นเป็นเสมือน “คนใช้” ใช้งาน ตักน้ำ ผ่าฟืน เช็ดบ้าน ขึ้นผลหมากรากไม้ทุกชนิด แต่เวลากินนั้นก็เหมือนกับการให้ยิ่งกว่าให้ขอทาน ซึ่งในเวลานั้นเทวดาประจำสังขารท่านก็คงจะทำอะไรไม่ได้ นอกจากให้ถึงเวลาเสียก่อน ผลทานที่นายเวทย์ที่หยิบยื่นให้กับ อ.ประหยัด ด้วยจิตเมตตานั้น คือทานด้วยน้ำก๋วยเตี๋ยวที่ฉาบเอาไว้ก้นชามนั้น ก็ได้ตอบสนองนายเวทย์ แม้เงินสดมีอยู่ในธนาคาร ๖ ล้าน ตัวเองก็อายุ๘๗ ปี ก็ไม่สามารถรักษาเอาไว้ได้ เมื่อเงินหมด คนป่วยที่อายุย่างเข้าสู่วัย “แย้มฝาโลง” จะทนอยู่ด้วยอาหารเพียงแค่อาหารถูก ๆ ที่ไม่มีวิตามินได้หรือ ? เมื่อนั่งกินนอนกิน  เขาจะเอาอะไรให้กินก็ต้องกิน เมื่อเงินหมดก็เหมือน "อดตาย" การแก้แค้นแบบนี้ทางโลกทิพย์เรียกว่า “กรรมตามสนอง" ซึ่งเวลาของเทวดานั้นนับในโลกมนุษย์นี้ไม่นาน เพียงแค่ ๕๐ ปี เศษ ๆ เท่านั้น “กรรมนั้นตามทันในชาตินี้จริงๆ"  
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 22, 2010, 01:50:48 PM โดย administrator » บันทึกการเข้า

I am a slow walker in Saisanya, but I never walk back.
หากจะคิดปฏิบัติในสายสัญญาแบบไฟไหม้ฟาง ก็ไม่ควรที่จะเข้ามาปฏิบัติเสียจะดีกว่า
administrator
Administrator
Hero Member
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 765


"กัมฺมุนา วัตฺตตี โลโก" สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม


เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2008, 09:57:16 AM »

  "อายุบวร"

       Shocked เมื่อคืนนี้ได้ไปงานศพของนายเวทย์ มีแขกไปในงานศพประมาณ ๖๐ คน ที่เป็นเพื่อนรุ่นเดียวกับนายเวทย์นั้นมีไม่เกิน ๕ คน ซึ่งที่มีน้อยอาจจะเป็นเพราะว่า พวกเพื่อน ๆ เขาทนอยู่ในโลกนี้ต่อไปไม่ไหว ซึ่งจะทนอยู่ให้เท่ากับนายเวทย์ถึง ๙๐ ปี นั้นคงจะต้องอยู่แบบทุกข์ยาก พวกลูกและหลานที่ไปนั้นก็ไม่เกิน ๒๐ คน ส่วนที่ไม่ไปนั้นเพราะว่าพวกเขาไม่ได้ถูกสั่งสอนให้เคารพญาติผู้ใหญ่ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าญาติผู้ใหญ่นั้นหาให้แสดงตัวว่าเป็นผู้มีเมตตาไม่ จึงทำให้งานศพนี้เงียบเหงาวังเวงเพราะไม่ค่อยมีคน

       Embarrassed ก็ได้เจอกับจอมโจรชอลิ้วเฮียง ซึ่งหลานชายนายเวทย์คนนี้ แม้จะไปลักขะโมยจนได้ลงข่าวหน้า ๑ หนังสือพิมพ์ เดลินิวส์ ก็แสดงว่าดังมากพอสมควร ขนาดอาจารย์ประหยัดว่าดังแล้วยังได้ลงเพียงแค่ ไทยรัฐ หน้าใน ๆ ของ คุณก้อง กังฟู คอลัมน์เหนือฟ้าใต้บาดาล ซึ่งไม่ต้องเอาเงินไปวิ่งจ่ายทั้งตำรวจและอัยการ เพื่อให้หลุดพ้นคดีเหมือนหลานนายเวทย์ มีเพื่อน ๆ ของลูกชายนายเวทย์ไปงาน สิบกว่าคน คือ นายธวัชวงศ์-นางกิ่งกาญจน์ ณ เชียงใหม่ และอดีตนายกเล็กเชียงใหม่ที่โด่งดังมาก คือ นายวรกร ตันตรานนท์ เจ้าของตันตราภัณฑ์ ๕ สาขา ในเชียงใหม่ ในสมัยเมื่อเป็นนายกเล็กนั้น ไปไหนก็มีแต่บรรดาสมุนห้อมล้อม เมื่อหมดอำนาจวาสนาบรรดาลิ่วลิ้อก็หายหมด

      Cool ในขณะที่นายวรกรกำลังโด่งดังสุดขีดนั้น น่าจะมีคนที่ต้องการโค่นแกลง คน ๆ นี้ฉลาดมาก ชี้แนะให้นายวรกรทำเศียร "ท้าวกบิลพรหม" ขึ้นมา เอาไปเก็บไว้ที่ห้องพระของเทศบาล ในงานวันสงกรานต์ครั้งหนึ่งก็จะเอาออกมาแห่ ซึ่งเมื่ออาจารย์ประหยัดเห็นครั้งแรกนั้นก็ได้คุยบอกกับญาติและเพื่อน ๆ ว่า นายวรกร มันหาเรื่อง มันไม่รู้จัก "ท้าวกบินพรหม" พอ หลังจากนั้นความวิบัติก็เข้ามาสู่นายวรกร เทศบาลนั้นมีเรื่องมีราวตลอดเวลา ร้านตันตราภัณฑ์ก็ค่อย ๆ ปิดไปทีละสาขา ในที่สุดก็ปิดหมดทุกสาขา มันก็เป็นเรื่องเหลือเชื่อที่ว่า ตันตราภัณฑ์ที่อยู่มายาวนานในเชียงใหม่ต้องมาล่มสลายเพราะลูกชายของตนเอง เพราะเล่นการเมืองท้องถิ่นนี่แหละ ลูกชายนายเวทย์ก็อยู่ในทีมนี้ด้วย เป็นเทศมนตรีฝ่ายโยธา ก็หมดตูดเหมือนกัน ซึ่งถ้านายเวนาตายในขณะที่ลูกชายอยู่ในตำแหน่ง ก็รับรองได้ว่าในงานศพของแกนั้นแขกจะมาคืนหนึ่งไม่ต่ำกว่าหนึ่งพันคน

      Shocked ที่เป็นหน้าเป็นตาในงานนี้ก็คือ คุณแอ๊ปลูกชายนอกสมรส ซึ่งในสมัยที่อาจารย์ประหยัดเป็นเด็กอยู่นั้น เจ๊เหรียญแม่ของคุณแอ๊ปนับอยากจะเป็นลูกสะไภ้ของเศรษฐีเชียงใหม่ นายเวทย์ยึงได้ "ฟันแล้วทิ้ง" ไม่รับผิดชอบแบบหน้าด้าน ๆ นั่นแหละ อาจารย์ประหยัดนั้นรู้จักคุณแอ๊ปดีมาก เพราะไปซื้อทุกเรียนที่เจ๊เหรียญแทบทุกคืน "อนิจฺจํ เป็นของไม่เที่ยง" ลูกชายแท้ ๆ ของนายเวทย์นั้น ทำให้พ่อต้องหมดเนื้อหมดตัว แต่ "ฟันแล้วทิ้ง" นั้น เวลานี้อายุ ๕๖ ปี ทำงานอยู่ที่ บดท. เงินเดือนเก้าหมื่นกว่า ก็เท่า ๆ กับนักบินผู้ช่วยที่คุณแอ๊ปแกฝากเข้าทำงานนั้นแหละ แต่นักบินผู้ช่วยคงจะเงินเดือนไม่พอกินจึงต้องแสดงอิทธิฤทธิ์ให้ได้ลงหนังสือพิมพ์โด่งดังไปทั่วประเทศไทย "กรรมใดใครก่อก็รับไป"  
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 22, 2010, 01:55:04 PM โดย administrator » บันทึกการเข้า

I am a slow walker in Saisanya, but I never walk back.
หากจะคิดปฏิบัติในสายสัญญาแบบไฟไหม้ฟาง ก็ไม่ควรที่จะเข้ามาปฏิบัติเสียจะดีกว่า
administrator
Administrator
Hero Member
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 765


"กัมฺมุนา วัตฺตตี โลโก" สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม


เว็บไซต์
« ตอบ #3 เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2008, 10:04:54 AM »

"อายุบวร"

      Shocked  ไม่ใช่นิทาน  ถ้าเป็นนวนิยาย ก็เขียนจากเรื่องจริง  เป็นอุทธาหรณ์สอนใจคนว่า  "กรรมนั้นมีจริง"  แล้วก็เป็นกรรมติดจรวดด้วย  ในขณะที่ยังมีอำนาจอยู่นั้น  ถ้าไม่มีสติ มีแต่สตางค์  ในที่สุดเมื่อหมดสิ้นอำนาจวาสนา  ก็น่าจะดูเอา จอมพลสฤษดิ์  ธนะรัตน์ เป็นตัวอย่าง  เมื่อท่านมีชีวตอยู่นั้นไม่มีใครกล้าแหยม แต่เมื่อท่านเสียชีวิตไปแล้ว  ท่านก็ถูกรุมกินโต๊ะ ทรัพย์สมบ้ัติที่ท่านมีอยู่นั้นถูกติดตามยึดจนหมด
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 15, 2009, 01:37:13 PM โดย administrator » บันทึกการเข้า

I am a slow walker in Saisanya, but I never walk back.
หากจะคิดปฏิบัติในสายสัญญาแบบไฟไหม้ฟาง ก็ไม่ควรที่จะเข้ามาปฏิบัติเสียจะดีกว่า
administrator
Administrator
Hero Member
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 765


"กัมฺมุนา วัตฺตตี โลโก" สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม


เว็บไซต์
« ตอบ #4 เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2008, 10:40:09 AM »

"อายุบวร"

      Shocked ในการที่ใครจะมาเป็น อาจารย์สายสัญญาฝ่ายปราบมารนั้น  ในชีวิตจะต้องถูกหล่อหลอมมาอย่างดี  จากญาติผู้ใหญ่ผู้มีแต่ความเห็นแก่ตัว  กลั่นแกล้งทุกอย่าง เหมือนกับว่า อาจารย์ประหยัดนั้นเป็นทาส  อยู่ในสมัยพระพุทธเจ้าหลวง  แต่ก็ไม่ทราบว่าทนทำงานเยี่ยงทาสนี้ได้ยังไง
      Shocked เมื่อโตขึ้นมาได้ทำงาน ธนาคาร  ก็ได้เจอแต่พวกสัตว์นรกที่คอยแต่จะกลั่นแกล้งทุกอย่าง  กดหัวไม่ให้เราได้ผุดได้เกิดในตำแหน่งหน้าที่  ก็ไม่เป็นไร เมื่อได้เรียนรู้ แล้วทนไม่ได้ก็ต้องลาออก  ในที่สุดเมื่อได้เดินทางมาตามทางที่ถูกกำหนดเอาไว้  ไม่เคยคิดอยู่ในสมองในเรื่องเทพพรหม และไม่เคยรู้จักสายสัญญา  ก็ได้เข้ามาเรียนรู้แบบที่ว่าไม่เชื่อเลย  อาจจะเป็นเพราะว่าจะต้องให้อาจารย์ไปทดแทนบุญคุณ  คนที่เคยทำกรรมเอาไว้กับอาจารย์ประหยัด  เมื่อเบื้องบนอนุญาตก็ต้องมีการตอบสนองทดแทนบุญคุณ
      Shocked แม้แต่น้องชายของคุณแม่ยังต้องทำให้กรรมตามสนองได้  บรรดาพวกเพื่อนร่วมงานมันจะเหลืออะไร  แล้วในการทดสอบระดับประเทศ  พันธมารทั้ง ๕ ในทำเนียบก็ใกล้จะถึงเวลาแล้ว  ลัทธิโกเต็ก ก็คงจะเสื่อมสลายไปในเวลาอันไม่นานนี้
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 28, 2012, 07:57:49 PM โดย administrator » บันทึกการเข้า

I am a slow walker in Saisanya, but I never walk back.
หากจะคิดปฏิบัติในสายสัญญาแบบไฟไหม้ฟาง ก็ไม่ควรที่จะเข้ามาปฏิบัติเสียจะดีกว่า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: