"อายุบวร"

ดวงเมืองไทยใน “ปีมะโรง” ๒๕๕๕ พยากรณ์ โดย “โสรัจจะ นวลอยู่” ลงตีพิมพ์ ใน “สกุลไทย” ฉบับที่ ๒๙๘๓ พยากรณ์รวม และพยากรณ์ เป็นรายเดือน ถ้าอ่านเฉพาะส่วน ก็สามารถหาอ่านได้ในเว็บ ซึ่งคำพยากรณ์นั้น เขียนขึ้นแทบจะหาความดีในปี พ.ศ. ๒๕๕๕ ไม่ได้เลย โดยเฉพาะในเดือน มกราคม และ กุมภาพันธ์ นั้น ประเทศไทยจะมีความวิบัติฉิบหาย คนตายหลายหมื่น แบบที่ว่า ประเทศไทยน่าจะเหลือไม่ถึงครึ่งประเทศ ซึ่งคนไทยก็จะต้องไปขอพระสยามเทวาธิราชช่วย แต่ท่านไม่เคยช่วยเหลือคนไทยมาหลายสิบปีแล้ว เพราะว่าประชาชนไม่มีสิทธิ์ ท่านจะช่วยคนที่อัญเชิญท่านลงมาจากสวรรค์เพียงคนเดียวเท่านั้นแหละ

เพราะฉะนั้นใน “องค์พระธรรม” ของ สายสัญญานั้น ไม่มีองค์ที่มีพระนามว่า พระสยามเทวาธิราช องค์ที่จะช่วยคนไทยได้นั้นก็คือ “พระพุทธเจ้าหลวง” หรือเทพต่างด้าว ที่มาจากประเทศอินเดีย อพยพมาพร้อม ๆ กับองค์เทพของสายฮินดู คือ องค์ พระศิวะ พระนารายณ์ ท่านท้าวมหาพรหม ซึ่งเมื่อ อาจารย์ประหยัด ไปประเทศอินเดียนั้น ยังไม่เจอ “ฌาน” ของเทพสายฮินดู เลยสักคน เพราะว่าท่านได้อพยพกันไปอยู่ที่ประเทศไทยหมดแล้ว แต่ไกด์เขาบอกว่ายังมีเหลืออยู่บ้าง แต่ทัวร์นี้เป็นทัวร์ไหว้พระ จึงไม่พาไปดูวัดของพวกฮินดู

ตามที่มีผู้รู้ในเรื่องหัวขององค์พระธรรม คือ อ.เทพฤทธิ์ ก็ไม่ได้บอกว่า หัว ๑๕ คืออะไร แต่หัว ๑๕ ในสมุดองค์พระธรรมนั้น จะมี อยู่ ๓ องค์ คือ พระศิวะ พระนารายณ์ ท้าวมหาพรหม ๓ องค์นี้ถ้ารวมหัวกันก็เท่ากับ ๔๕ หัว ซึ่งถ้าเป็นองค์เทพจริง ๆ นั้น ก็จะรวมกันเป็นองค์ “ตรีมูรติ” มีหัววนเพียงแค่ ๓๒ รอบเท่านั้น แต่ก็เอาเถอะประเภทสายสัญญาอ่านตำรา กับอาจารย์ประหยัด ประเภท ลงมือภาคสนามเลย มันก็ไปด้วยกันไม่ได้อยู่แล้ว หาก อ.เทพฤทธิ์ อ่านหนังสือเกี่ยวกับอาวุธปืน แต่ไม่มีเงินซื้อปืนมายิงเล่น เพราะว่าปัจจุบันนี้ปืนกระบอกตั้ง ๕-๖ หมื่นบาทไปแล้ว ส่วนอาจารย์ประหยัดนั้น ไม่อ่านหนังสือปืน แต่ซื้อปืนมายิงเล่นตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๐ น่าจะ ๕๐ กว่าปีมาแล้ว ถ้าถามว่า ๒ อาจารย์นี้ถือปืนคนละกระบอก ใครน่ากลัวมากกว่ากัน อาจารย์ประหยัดเคยท้าดวลปืนกับหลาย ๆ คนมาแล้ว พวกมันไม่มีปืน ก็เอาปืนไป ๒ กระบอก โดยให้มันกระบอกหนึ่ง มันไม่กล้าหรอก พวกนี้ประเภท “ปากกล้าขาสั่น” ทั้งนั้นแหละ ก็ไม่รู้จะเอาไปเปรียบเทียบอะไร ซึ่งถ้าจะเอาไปเปรียบเทียบกับการวิ่ง อาจารย์ประหยัดเคยวิ่ง ๑๐๐ เมตร เร็วที่สุดในโรงเรียนปริ้นส์รอยฯ หากเดี๋ยวนี้มาวิ่งแข่งกับ อ.เทพฤทธิ์ ก็คงจะสู้ไม่ได้ เพราะวัยมันห่างไกลกันมาก แต่ถ้าเป็นสายสัญญานั้น ยิ่งแก่ยิ่งขลัง เฉพาะผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเท่านั้น

เมื่อเข้ามาสู่ยุทธ์จักรสายสัญญาแล้ว ที่บรรดาอาจารย์และศิษย์สายสัญญา เมื่อไม่ลงรอยกัน ก็น่าจะ “ดวล” กันด้วยหลักประหารมาร ก็ไม่นับว่าใครมีพรรษาแก่หรือหนุ่มนะ หากคิดว่าตนเองมีบารมีสูง ปฏิบัติในสายสัญญามาพอสมควร อยากลองของกันก็น่าจะ ดวลหลักปราบมาร กันได้
ใครแพ้ก็ต้องกลับไป “นอนเลียแผล” หรือไม่ก็ต้องขอขมาต่อผู้ชนะ แล้วก็ให้ อาจารย์ผู้ชนะ แก้ไขให้ รู้สึกว่าการตีหลักประหารมารนั้น ไม่มีตำราบอกว่าจะแก้ไขได้ยังไงนะ เพราะว่าอย่างมากตามที่ได้ยินมา อาจารย์สายสัญญาป่วย ๒-๓ ปี มันก็หายเอง ซึ่งเมื่อหายแล้วก็จะรู้สึกตัวเองว่า ไม่ควรซ่าซ์เลย

เมื่อจะเข้าในปีมะโรง ปี พ.ศ.๒๕๕๕ นั้น ตามคำทำนายของโหร โสรัจจะ ไม่เห็นว่าจะมีอะไรดี ๆ กับบ้านเมืองเลย เกินกว่า ๗๕ % นั้น เลวสุด ๆ เลย จนโหรเองก็บอกให้ไปขอพระสยามเทวาธิราชมาช่วย ซึ่งอาจารย์ประหยัด บอกว่าไม่จำเป็นเลย
เหนือกว่าพระสยามเทวาธิราชก็มี เยอะแยะถมไป ยกตัวอย่าง เช่น “องค์สุริยะเทพ”องค์ตรีมูรติ องค์ปราบมารเบื้องสูง ฯลฯ ซึ่
งพระสยามนั้นก็อยู่ในสวรรค์ชั้น ๓ ยามา เทวา สัททะ มะนุสสา เวสุง เท่านั้นเอง ส่วน พระศิวะ พระนารายณ์ นั้นปกครองสวรรค์ทั้ง ๖ ชั้น 
มารในโลกมนุษย์นั้น มีอยู่ในเพลงพวกเสื้อแดง ก็คือ “มารครองเมือง” ไม่ต้องไปขอใครช่วย พวกสายสัญญาที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบนี่แหละ ช่วยเหลือปราบมารครองเมืองได้อย่างง่ายดาย โดยการช่วยกันตีหลักประหารมาร นักการเมือง พวกเสื้อเหลือง พวกเสื้อแดง หรือพวกเสื้อหลากสี ถ้าทำให้บ้านเมืองเดือดร้อน ตีหลีกประหารได้ทั้งนั้น แต่ไม่ต้องไปตีพวกเสื้อเหลืองที่มีหัวหน้าชื่อสนธิ ลิ้มโกเต็ก และพวกพรรคประชาธิปัตต์นะ เพราะว่าบารมีของพวกอาจารย์สายสัญญาคนอื่นคงจะมาล้างอิทธิฤทธิ์ หลักของ อาจารย์ประหยัด ไม่ได้
ตามที่คุณณัฐวุฒิ ใสยเกื้อพูดออก Asia Update ในรายการชูธง ว่า ไม่น่าเชื่อว่า นายสนธิ ที่เคยจูบปาก ดูดปาก พวกพรรค ประชาธิปัตต์ ก่อนที่จะมีการปฏิวัตินั้น เวลานี้จะกลายมาเป็นศัตรูกัน แม้แต่นายสุริยะใส กะตะศิลา และนายสมศักดิ์ โกศัยสุข ยังต้องมาฟ้องร้องกัน คนอย่างพวกเสื้อแดง นปช.แดง มันใช้ปากหากิน มันจะมารู้เรื่องอะไรกับ ความลี้ลับของภาคโลกทิพย์ โดยเฉพาะ หลักประหารมารของสายสัญญา

ให้พวกอาจารย์สายสัญญา ไปนำชื่อพวกที่คิดว่าเป็น “มาร” ที่จะมาทำให้บ้านเมืองเดือดร้อน เอามารวม ๆ กัน แล้วเอามาแบ่งกันว่า ใครจะปราบ “มาร” ตัวไหน เมื่อแบ่งกันเสร็จแล้วก็ให้พากัน ตีปราบของใครของมัน ซึ่งหากช้า สมมุติว่า คนละ ๑๕ ตัว มีอยู่ถึง ๑๐๐ ตัว อาจารย์ประหยัดตีเพียงแค่ ๓ วันก็หมดแล้ว รอไปอีก ๑ เดือน หากอาจารย์คนไหนตีมารตัวไหนไม่ลง ก็อย่าหาว่าไม่ทันกินนะ เพราะถ้าไม่ลงอาจารย์ประหยัด ก็จะแย่งตีเสียเล่น ๆ งั้นแหละ ใครจะทำไม หากเป็นมารภายในสังขาร ก็ให้ไปหา อ.เทพฤทธิ์ ปราบก็ได้ มารในสังขารนั้นจะปราบตัวแรกก็คือ ตัว ที่อยากได้เงินของลูกศิษย์นั่นแหละ ตัวที่ ๒ ก็คือ ตัวที่จะมาสร้างองค์ หรือเหรียญ พ่อต้นฯ ขายนั่นอีกแหละ ตัวที่ ๓ ก็คือ มารที่อยู่ในปากของอาจารย์ ทีสำรอกเอาแต่เรื่องโกหกพกลมให้ลูกศิษย์ฟัง ก็อีกตัวหนึ่ง