"อายุบวร"
พระพุทธโอวาท : เกิด แก่ เจ็บ ตาย 
เ
กิด แก่ เจ็บ ตาย
เป็นสิ่งที่แน่นอนที่สุดและเมื่อตายแล้ว สิ่งที่ติดตัวไปก็คือ
บุญและบาปที่ตนสร้างไว้ตอนมีชีวิตอยู่เท่านั้น
มีลาภ แล้วก็ย่อมมีเสื่อมลาภได้
มียศ แล้วก็ย่อมมีเสื่อมยศได้
มีเกียรติ แล้วก็ย่อมมีเสื่อมเกียรติได้

ทฤษฎี โพเพทัส เป็นทฤษฎี แหกกฎธรรมชาติ
"ธรรมะ" คือธรรมชาติ เมื่อทฤษฎี โพเพทัส แหกกฎธรรมชาติได้ ก็เท่ากับว่าแหกกฎของ "ธรรมะ" ได้ คือโพเพทัสนั้น เมื่อปฏิบัติได้จะไม่ เจ็บ คือไม่ป่วย ไม่แก่ เมื่อเป็นอย่างนี้ก็จะไม่ตาย ทฤษฎี โพเพทัส มาจากดาวโพเพทัส ก็ยังไม่รู้ว่ามาได้ยังไง ซึ่งดาวดวงนี้อยู่อีก กาแลคซี่ หนึ่งของจักรวาล การที่จะมาสู่โลกมนุษย์ได้นั้นก็จะต้องใช้คลื่นความถี่ที่สูงมาก แตกต่างกับวิญญาณของโลกมนุษย์ซึ่งมีคลื่นความถี่ไม่ตรงกันและมีคลื่นความถี่ที่ต่ำกว่า เพราะฉะนั้น เทพ-พรหม ในเมืองมนุษย์จึงไม่สามารถที่จะไปดาวดวงนี้ได้ แม้แต่องค์ตรีมูรติซึ่งปกครองสามโลก ก็ยังไม่เคยไปดาวโพเพทัส แต่ในโ่ลกมนุษย์ก็มีกฎอยู่อย่างหนึ่งก็คือ โลกนี้เป็นถิ่นของมนุษย์และบรรดาเทวดาทั้งหลาย คลื่นความถึ่ของ
โพเพทัส ที่มาไกลนั้น ใช้ได้เฉพาะบางส่วนในโลกมนุษย์นี้เท่านั้น คือ การรักษาโรค แต่จะไม่ีครอบคลุมไปถึง เทพ-เทวดา หรือกฎแห่งกรรมได้ เพราะฉะนั้นจึงไม่ได้ยิน หมอแกน ท่านพูดถึงเรื่อง เทพ-เทวดา คนเรานั้นสามารถจูนคลื่นให้ตรงกับคลื่นของเทพ-เทวดาได้ คือ คนที่นั่งวิปัสนากัมมัฎฐาน ได้ฌาณ ๔ ก็จะเห็นองค์เทพในสังขารมนุษย์ได้ แล้วก็สามารถแปลภาษาเทพได้

เมื่อ ทฤษฎี โพเพทัส สามารถแหกกฎของมนุษย์ โดยที่ หมอแกน บรรยายว่า เขาจะไม่ตาย ซึ่งตัวเขานั้นจะไม่ป่วย ไม่แก่ การมาของทฤษฎี โพเพทัส นี้ มาเพื่อช่วยเหลือมนุษย์ เพราะว่าโลกมนุษย์นี้มันใกล้จะดับแล้ว ก็ยังไม่ได้ยินหมอแกนพูดว่า เมื่อไม่ป่วยก็ไม่ตาย แต่ถ้าถูกรถชน ถูกยิง และนั่งอยู่บนเครื่องบินตก จะตายไหม ต้องตายแต่นอน ก็แสดงว่าการแหกกฎธรรมชาติที่ว่า อยู่เหนือความตายนั้น ยังไม่สามารถครอบคลุมไปหมดได้
หมอแกนพูดเหมือนกับว่าตนเองนั้นจะเป็น "อมตะ" คือจะไม่ตาย แต่ ทฤษฎี โพเพทัส นี้เพิ่งจะมาในช่วงชีวิตของหมอแกน ซึ่งมีอายุ ๔๒ ปี ก็ยังดูหนุ่มแน่นกว่าอายุมาก ซึ่งต้องรอดูไปว่า เมื่อหมอแกนอายุถึง ๖๐ ปี นั้น สังขารจะไม่แก่ตามอายุได้จริงหรือไม่ 
เพียงแค่ไปฟังหมอแกนบรรยาย ๒ วัน คือ วันเด็กกับวันก่อนวันครู เมื่อมานอนคิดในตอน ตี ๕ ก็เกิดความสว่างขึ้นมา ซึ่งมีองค์พระธรรมองค์หนึ่งที่มีอยู่ในสมุด คือ องค์วิยั่งสังขาร องค์นี้มีอยู่ในมือมาแล้ว ๑๙ ปี ไม่เคยสนใจ เพราะคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ตาม "พุทธโอวาท" เพราะแม้แต่ พระพุทธองค์ ยังแก่ และก็ต้องตาย ก็เลยไม่ได้สนใจ เมื่อคิดได้ก็ต้องมาค้นหาความจริงขององค์พระธรรมองค์นี้ ซึ่งถ้าเราจะยั่งสังขารอยู่ได้นั้น ก็จะต้องเป็นคนที่ไม่เจ็บไม่ป่วย เพราะฉะนั้นองค์็พระธรรมองค์นี้จึงเป็นองค์รักษาโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ในสังขารของมนุษย์ เมื่อรักษาโรคหมดตัวแล้ว จึงจะยั่งสังขารให้อยู่ได้หรือคืนเดิมไปอยู่ในวัยหนุ่มสาวได้ คือวัยอาจจะกลับเป็นหนุ่มสาวลงไปอีก ๑๐ ปี ก็อาจเป็นไปได้
หาก ทฤษฎี โพเพทัส ทำได้ องค์พระธรรมในสายสัญญาก็ต้องทำได้เหนือกว่า เพียงแค่คำว่า "ยั่งสังขาร" นั้น
กว่าจะเข้าใจก็ต้องผ่านการปฏิบัติอยู่ในสายสัญญามาถึง ๒๐ ปี คนที่อยู่มานานตั้งแต่สมัุยพ่อต้นฯ นั้น อาจารย์เหล่านั้นท่านก็ละทิ้งสังขารไปมากมายแล้ว ไม่ละเว้นแม้แต่พ่อต้นฯ ซึ่งเป็นคนเปิดองค์พระธรรมพระองค์นี้ลงมา แต่ท่านก็คงไม่เข้าใจและไม่ได้ใช้ พ่อต้นฯ จึงไม่สามารถยั่งสังขารไม่ให้แก่ได้

ที่นำมาเขียนให้อ่านนั้น ทุกคนอ่านแล้วพิจารณาเอาเอง จริงหรือไม่นั้น ก็ไปดูองค์พระธรรมอีกหลาย ๆ องค์ ซึ่งพวกเราใช้อยู่ เช่น องค์ปราบมารเบื้องล่าง เมื่อมีคนป่วยที่ถูกผีเข้ามา เราก็เอาองค์พระธรรมหลาย ๆ พระองค์ ปราบหรือขับไล่ออกไปได้ เช่น องค์พระร่วง องค์พระราชทูต องค์มิพญาธรรม หรือแม้่แต่เป็นมาร ก็มีองค๋์ปราบมารเบื้องสูง หรือแม้จะสูงกว่านี้ก็มีัองค์ "ตรีมูรติ" ปราบได้ สูงกว่านี้ ก็มีองค์อรหันต์็ผู้ประเสริฐ องค์อรหันต์็ผู้สำเร็จ ซึ่งที่พูดมานี้ได้ใช้องค์พระธรรมเหล่านี้มาหมดแล้ว "มาร" อยู่ในระดับเทวดาฝ่ายมารชั้นที่ ๖ ก็สู้อาจารย์ประหยัดไม่ได้ ซึ่งหากพูดอย่างนี้ อาจจะมีมารที่คิดอยากลองของ ไปหาเพื่อที่จะลองอีกสัีกตั้งว่า จะชนะเทพอย่างพระศิวะ หรือพระนารายณ์ ได้อีกหรือไม่ ก็บอกว่าอย่ามาเลยเสียจะดีกว่า เพราะสังขารมารที่สิงอยู่นั้น เป็นสังขารที่ท่านไม่สามารถจะใช้ได้เต็มกำลัง เพราะว่าไม่มีการปฏิบัติ เหมือนนักมวยที่ไม่ค่อยได้ซ้อม ขึ้นเวทียกแรกมันก็ถูกน็อคเอาง่าย ๆ มารทั้งหลายควรที่จะส่ง SMS ไปบอกกันทั่วสวรรค์ชั้น ๖ ของมารแล้วว่า อย่าได้ไปรบกับสังขารของเทพที่อยู่ในเมืองมนุษย์ ที่มีชื่อว่า อาจารย์ประหยัด เลยนะ เพราะว่ามนุษย์คนนี้ถ้าเป็นนักมวย ก็ซ้อมอยู่ทุกวัน มีับรรดาลูกสมุนของมารไปให้ซ้อมมือเล่นอยู่บ่อย ๆ

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมานั้น มนุษย์ผู้ชาย ที่ได้เปิดพระโอษฐ์ไปให้ก่อนหน้านี้ ก็ได้กลับมา ๔ คน เจ้ากรรมนายเวรนั้นก็ได้สงบลงไปเกือบหมด เมื่อนำมาพูดสนทนาด้วยก็มีปู่ฤษีมา แล้วในที่สุดเจ้ากรรมนายเวรก็ได้ออกมาสนทนาด้วย ก็ได้โอนบุญให้ไปอีก ซึ่งบรรดาภรรยาและผู้ที่ติดตามมานั้น เห็น อาจารย์ประหยัดโอนบุญให้ แล้วก็ได้ผล เห็นกับตา เมื่อกลับไปบ้านก็ช่วยกันโอนบุญ ซึ่งเคยพูดว่าเจ้ากรรมนายเวรนั้นปราบไม่ได้ แต่เมื่อเรารู้จักให้คือ "ให้บุญ" แก่เขา เมื่อเขาได้รับ ความโกรธ ความอาฆาติพยาบาท ก็ค่อย ๆ ลดน้อยลงไป แล้วในที่สุดวิญญาณดวงนี้ก็จะจากไป ไปตามบุญบาปของของเขา