"อายุบวร"

ก็ขอขอบคุณที่คุณ May ได้มาอวยพรให้ อาจารย์ ประหยัด ซึ่งความจริงนั้นในชีวิตนี้ไม่ได้ปรารถนาหรือตั้งใจที่จะมาเป็นอาจารย์ เพราะว่าความรู้นั้นเพียงแค่จบ ม.๘ ซึ่งไม่ได้เรียนต่อเพราะว่าเป็นเด็กเกเร ไม่เอาใจใส่ในการเรียน ก็ไม่ได้ใบกระดาษที่เรียกว่าปริญญา ซึ่งเป็นสิ่งสมมุัติทางโลก หากไม่ได้ใบนี้ก็จะไปทำมาหากินยาก

แต่ก็ไม่น่าเชื่อว่าได้หลงเข้ามาเดินทางในภาคโลกทิพย์ โลกวิญญาณ โดยเฉพาะสายสัญญาที่เป็นตัวยืน แล้วมีวิชาอื่น ๆ มาประกอบ นำมาใช้เฉพาะที่มีประโยชน์ต่อคนและต่อวิญญาณของคนเท่านั้น ในสายสัญญาและสายเทพนั้น พูดไปก็เหมือนราคาคุย ยกย่องตนเอง แต่เมื่อมันเป็นความจริง ที่ได้ทำมากับมือของตนแล้ว ก็กล้าที่จะพูดว่า วิชานี้มันมีจริง แต่มันไม่ได้มีการตั้ง "มหาวิทยาลัย" สอน จึงไม่มีปริญญาทางด้าน "วิญญาณศาสตร์"

กล้าพูดได้ว่าการเรียนปริญญาให้เป็น ด๊อกเตอร์ นั้น มีคนมากมายทั้งในประเทศไทย และ ในโลกนี้สามารถที่จะเรียนได้ แต่ในสายโลกวิญญาณนั้น ต่อให้จบด๊อกเตอร์มา มีปริญญา ดร.เป็นสิบใบ หากมาเรียนในภาคโลกวิญญาณ กับ อาจารย์ประหยัดละก้อ พวกคุณด๊อกเตอร์นั้นไม่สามารถที่จะเรียนรู้ให้เท่ากับอาจารย์ประหยัดได้ นี้เป็นเรื่องจริง เพราะว่าผู้ที่จะเรียนรู้ให้เก่งทางโลกวิญญาณได้นั้น จะต้องมี "กุศลมูลเดิม" มาตั้งแต่อดีตชาติ การที่ได้เป็นด๊อกเตอร์นั้นเป็นบุญเก่าที่ทำเอาไว้แต่ชาติปางก่อน แต่หากในชาตินี้ยังไม่รู้จักสะสมบุญ ชาติหน้ามันก็จะไม่ได้เป็น ยิ่งไม่ทำบุญแต่ทำแต่ความชั่ว ชาติหน้าก็คงจะได้เป็น ด๊อกเตอร์ ในนรก ยกตัวอย่างเช่น สุเทพ เทือกสุบรรณ ชาติหน้าเมื่อตายก็จะไปจุติใน "นรก" ขุมที่มีต้นงิ้วที่มีหนามแหลมคมให้ปืนนั่นแหละ เมื่อตกลงมาก็จะตกในกระทะทองแดง แล้วก็จะถูกเอาน้ำในกระทะทองแดงนั้นกรอกใส่ปาก

ในระดับที่มีปริญญาด๊อกเตอร์นั้น ส่วนมากแล้วหากเข้ามา "เปิดพระโอษฐ์" ก็จะมีองค์บารมีอยู่ในระดับเล็กๆ เป็นส่วนมาก ซึ่งไม่สามารถที่จะเรียนรู้เพื่อยกระดับของตนเองให้สูงขึ้นไปในสายเทพ หรือเรียนรู้ในสายสัญญาก็ยังไม่มีความสามารถที่จะทำได้ ดร.สุวพล อินทวงศ์ เจ้าของ คาสิโนปอยเปต เมื่อหมดบุญเก่า คาสิโนก็ต้องยกให้คนอื่นไปทำ เพราะทำไปนั้นก็มีแต่ขาดทุน เมื่อเปิดพระโอษฐ์ให้ ดร.สุวพล นั้น องค์บารมีเป็นกษัตริย์ เขมร พระเจ้าชัยวรมัน ซึ่งคงจะไม่ต้องบอก
ว่าเป็น สัมภเวสีนะ เพราะแม้แต่กษัตริย์ไทยหลายองค์ก็ยังอยู่ในสภาพเป็น สัมภเวสี อยู่ มีกษัตริย์ไทยพระองค์เดียวที่รู้แน่ชัดว่าเป็น "เทพ" ก็คือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นเทพที่อยู่สูงกว่า พระสยามเทวาทิราชหลายชั้นนับ
กว่าสิบชั้น อยู่ในระดับพรหมเกือบสูงสุด คนที่เปิดพระโอษฐ์แล้วปฏิบัติจนสามารถรู้ได้แล้วก็จะรู้เหมือนที่อาจารย์ประหยัดพูด ซึ่งความจริงก็อยากลองกับบรรดาเกจิอาจารย์ทั้งหลายที่ได้ฌาณสูง ๆ เหมือนกัน แต่พระพวกนี้ท่านจะไม่กล้าพูดอะไร เวลาถามไปก็เหมือนกับถามเด็กอายุ ๒-๓ ขวบเท่านั้น ถึงแม้รู้ก็ไม่กล้าบอก ไม่กล้าพูด ทำตัวเหมือนกุ้งคือมีขี้อยู่บนหัว ซึ่งบางคนอาจจะพูดว่า พูดอย่างนี้จะเป็นบาป แต่มีพุทธภาษิตที่ว่า "สัจจํ เวอมตวาจา" การพูดความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย แล้วจะไปกลัวบาปทำไม