
"อายุบวร"

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ท่านได้สร้างพระสมเด็จ โดยการปลุกเสกและกดพิมพ์เป็นองค์พระนั้น ใช้มือทั้งสิ้น มวลสารที่นำมาสร้างองค์พระนั้น สมเด็จพุฒาจารย์ ท่านเป็นผู้หามาทั้งสิ้น มาในสมัยนี้ในการทำพระสมเด็จหรือพระอื่น ๆ นั้น พระมีหน้าที่ปลุกเสกอย่างเดียวเท่านั้น “บารมี” ของพระ รุ่นเก่า กับพระรุ่นใหม่จึงแตกต่างกันมาก เพราะในสมัยหลวงพ่อโตนั้น ยานพาหนะของท่านก็คือ “รองเท้า” คู่เดียว แต่พระรุ่นใหม่นั้นยานพาหนะของท่านก็คือ เบ๊นซ์ ๕๐๐ เพราะฉะนั้นความขลังของการปลุกเสกจึงต่างกันมากมาย เหมือนฟ้ากับดิน พระสมเด็จนั้นมูลค่าองค์ละ ๒๐-๓๐ ล้านบาท แต่พระสมเด็จที่ปลุกเสกในเวลาปัจจุบันนี้ราคาก็คงจะถึง ๒๐๐-๓๐๐ บาท

ทีนี้มากล่าวถึง “สายสัญญา” บรรดาอาจารย์สายสัญญานั้น หลังจากพ่อต้นฯ ท่านได้วางสังขารไปแล้ว ๒๙ ปี ไม่นานเท่าหลวงพ่อโตที่ท่านมรณภาพไปแล้วร้อยกว่าปี ความศักดิ์สิทธิ์ที่พ่อต้นฯ ท่านได้ให้ไว้ ท่านได้มอบกายสิทธิ์อิทธิฤทธิ์ต่าง ๆ ให้บรรดา อาจารย์ทั้งหลายเอาไว้ ผ่านมาเพียงแค่ ๒๙ ปีเท่านั้น บรรดาอาจารย์ทั้งหลายแทนที่จะรักษาเอาไว้ให้ได้แล้วเพิ่มพูน “บารมี” ให้สูงขึ้น แต่กลายเป็นว่าลูกศิษย์พ่อต้นฯ นั้นไม่ได้เป็นดังใจหวังของพ่อต้นฯ ส่วนมากแล้วลูกศิษย์พ่อต้นฯ นั้นจะเจอกับอิทธิฤทธิ์ของ “โลภ” ซึ่งจะเป็นตัวทำลายให้บรรดาอาจารย์เหล่านั้นหลุดออกไปจากวงจรสายสัญญา แทนที่เป็นอาจารย์สายสัญญามานานก็ยิ่งมีบารมีแก่กล้า แต่แทนที่จะ “เก๋า” ปรากฏว่าบรรดาอาจารย์สายสัญญาเหล่านั้น กลายเป็นอาจารย์สายสัญญาระดับ “บ่มิไก๊” ไปทำพิธีกรรมให้ใครก็ไม่ออกเหตุเห็นผล

อาจารย์สายสัญญาที่เป็นลูกศิษย์พ่อต้นฯ นั้นทำตัวเป็นแบบที่ว่า
“แก่เพราะกินข้าว เฒ่าเพราะอยู่นาน” ไม่รู้จักแสวงหาความรู้ ไม่หาประสบการณ์ให้กับตัวเอง มีแต่แก่งแย่งชิงดีกันในการที่จะดึงลูกศิษย์ที่พอจะมีอันจะกินเข้ามาหา แต่ก็ไม่มีความรู้อะไรที่จะเพิ่มพูนให้เขาไป ที่เขียนอย่างนี้ก็เพราะว่าได้เข้าไปหาประสบการณ์กับอาจารย์ที่เป็นลูกศิษย์พ่อต้นฯ หลาย ๆ ท่าน ยกตัวอย่างเช่น ดร.หอมฟุ้ง ขอบใจกลาง, อาจารย์บุญมา นพสันเทียะ อาจารย์บุญเพ็ง พันธุ์สุวรรณ อาจารย์สุวิช-เพ็ญจันทร์ผาสุกมูล และ อาจารย์พงษ์วิทย์ บูรณะอุดม ซึ่งเป็นอาจารย์ประดับแนวหน้าของสายสัญญาทั้งนั้น แต่พวกท่านก็เอาชื่อเสียงไป “ดับ” เสียที่เชียงใหม่หมดแล้ว

สุภาษิตที่ว่า
“คลื่นลูกหลังย่อมดังกว่าคลื่นลูกแรก” นั้น ก็ใช้ได้ดีตลอดมาเมื่อ.บุญมา ได้อ่านวจีประโยคนี้ ท่านไม่พอใจอาจารย์ประหยัดมาก ที่ไม่พอใจก็เพราะว่าลูกศิษย์ของท่านไม่พอใจ ที่เขียนเหมือนกับว่าเป็นการอวดตัว ตีตนเสมออาจารย์ อาจารย์บุญมา ผู้โด่งดังก็เชื่อคำยุยงส่งเสริมของบรรดาศิษย์ระดับไฮโซ ทั้งหลาย โทรไปต่อว่าอาจารย์ประหยัดทันที ครับแล้วก็ คร๊าบ ๆ ๆ........
“ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน” ผ่านมาไม่กี่ปีเท่านั้นเอง หลังจากพูดไปโดยไม่ได้นึกคิด เพราะอาจารย์ประหยัด ได้เสนอให้อาจารย์บุญมาเป็นผู้นำ “สายสัญญา” รวบรวมให้อาจารย์ต่าง ๆ มาช่วยกันเพื่อที่จะให้สายสัญญาได้ก้าวหน้าเจริญรุ่งเรืองต่อไป แต่อาจารย์บุญมา “ไร้น้ำยา” ทำไม่ได้ แล้วก็ไม่มีอาจารย์คนไหนจะทำได้ เพราะว่าสายสัญญานั้น บรรดาอาจารย์ทั้งหลายก็ตั้งตนเป็นใหญ่ ชิงดีชิงเด่นกัน อาจารย์คนไหนก็บอกว่ากูเก่ง
เมื่ออาจารย์ประหยัดเห็นอย่างนี้ก็เลิกยุ่งกับบรรดาพวกอาจารย์ทั้งหลาย ก็หันมาปฏิบัติสายสัญญาด้วยตนเอง ไม่เข้าไปหาอาจารย์สายสัญญาคนไหนอีก เพราะรู้อยู่แก่ใจว่า ไปแล้วไม่ได้อะไร ก็เสียเงินในสายสัญญามามากพอสมควรแล้ว เวลาผ่านมาถึง ปี พ.ศ. ๒๕๔๕ อาจารย์ประหยัด ก็เริ่มดัง แล้วในที่สุดก็ดังไปทั่วประเทศ เมื่อ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๔๕ เพราะ คุณก้อง กังฟู นำอาจารย์ประหยัด ไปลงในหนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ คอลัมน์เหนือฟ้าใต้บาดาล

ไม่ใช่ราคาคุยเหมือนดังพวกกระจ๊อกข่าวระดับ “ไส้เดือนไร้สมอง” พูดกัน
อาจารย์ประหยัด ทำให้วงการ “สัญญา” สั่นสะเทือน สั่นคลอนกันไปทั่วหน้า ราคาค่างวดในการเรียก “สังฆทาน” ของบรรดา อาจารย์สายสัญญาทั้งหลายตกวูบ เหมือนกับที่ท่านชวลิต ยงใจยุทธ ท่านลดค่าเงินบาทนั่นแหละ ใครที่ไม่ลดราคาเหลือเพียง “จะทำเท่าใดก็ได้ไม่เรียกร้อง” ก็จะมีคนเข้าหาน้อย อาจารย์ประหยัด ได้เหลือประตูเอาไว้ประตูหนึ่งให้อาจารย์สายสัญญาพอที่จะยื่นจมูกออกไปหายใจได้คือ อาจารย์ประหยัดไม่รับ “สังฆทานใคร” ถ้ารับละก้อบรรดาอาจารย์สายสัญญาจะพากันหากินไม่ได้ เพราะว่าอาจารย์ประหยัดนั้นเรียกปัจจัยราคาแพงมาก ในราคาสูงสุดคือ ๐.๐๐ บาท (ศูนย์บาท)

ก็มีบรรดาอาจารย์สายสัญญาระดับลูกศิษย์พ่อต้นฯ ทั้งหลาย พยายามที่จะโค่นอาจารย์ประหยัด ลงให้ได้ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะไม่มี “หนู” ตัวไหนกล้าที่จะเอา ลูกกระพรวนไปผูกคอแมว แม้แต่อาจารย์ของอาจารย์ประหยัดเองถูกจ๊วกแหลก ก็ไม่กล้าที่จะ “แหยม” อาจารย์ประหยัด ก็พยายามที่ Pint เอาคำจ๊วกแหลกเอาไปฟ้องบรรดาอาจารย์ทั้งหลายที่เป็นลูกศิษย์พ่อต้นฯ แม้แต่ อ.บุญมา ก็ไม่กล้า “แหยม” อีกแล้ว ในที่สุดอาจารย์บุญมาก็เสนอให้ อ.พงษ์วิทย์ ไปคุยกับ เจ๊กุง ซึ่งเป็นคนเชียงใหม่เหมือนกัน
เจ๊กุงในฐานะ “ทูตสันทวไมตรี” ก็ได้เดินทางไปหาอาจารย์ประหยัดกับคุณลุงศักดิ์ ความที่นำไปเจรจานั้นไม่ได้คุยกัน แต่มาคุยกันถึงเรื่องเปิดพระโอษฐ์ แล้วก็ได้เปิดพระโอษฐ์ไป แล้วก็คุยกันถึงบรรดาอาจารย์ที่เคยหลอกเอาเงินอาจารย์ประหยัด หลาย ๆ ท่าน เป็นที่สนุกสนาน คลื้นเครง ได้ความว่า อาจารย์ประหยัด นั้นถูกบรรดาอาจารย์ทั้งหลายกระทำ ไม่ใช่ว่าไปเที่ยวว่าให้บรรดาอาจารย์ทั้งหลาย เมื่อนำความจริงที่อาจารย์ทั้งหลายกระทำไปสดุดีในเว็บ ก็ไม่เห็นว่าผิดอะไร เพราะเตือนลูกศิษย์มิให้อาจารย์ของตนเองไปต้มพวกเขา

สรุปแล้ว “เวลา” นั้นเป็นเครื่องพิสูจน์อาจารย์ในสายสัญญา ได้เพียงว่า พวกเขาจะรักษาสัญญาในการเป็นอาจารย์ได้หรือไม่เท่านั้นเอง