หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: * ไปวิหารใหญ่ 16 ธ.ค. 50  (อ่าน 1181 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 3 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
administrator
Administrator
Hero Member
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 766


"กัมฺมุนา วัตฺตตี โลโก" สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม


เว็บไซต์
« เมื่อ: ตุลาคม 04, 2008, 10:55:49 AM »

     "อายุบวร"

       ไปโปรดญาติที่กรุงเทพฯ

       Wink   ตามคำเชิญของคุณหมู  ให้ไปโปรดญาติที่กรุงเทพฯ  เดินทางจากสนามบินเชียงใหม่ One-Two-Go วันที่ 15 ธ.ค. 50 เที่ยวบินที่ OG8103 ถึง สนามบินดอนเมือง เวลา 9.30 น.  ที่ถึงไวก็เพราะเที่ยวบินนี้ มีคนโดยสารเพียงแค่ 1/3 เท่านั้นเอง  คุณหมูกับคุณโหน่งไปรับที่สนามบิน  ก็พาไปบ้านพี่สาวของคุณหมู  ก็ไปประจุองค์พระธรรมให้กับน้องยุ้ย  ใช้เวลาประจุองค์พระธรรมไปชั่วโมงเศษ ๆ  ก็ประจุองค์องค์พระธรรมองค์นะกุศลไป เนื่องจากอาจารย์ประหยัดเขียนองค์พระธรรมไม่เก่ง เขียนองค์พระธรรมฝ่าอากาศก็ไม่ได้เหมือนกับลูกศิษย์ที่มีนามว่า นายธนาธร  เขียนได้ประมาณ 20 สาย แถมด้วยองค์ปราบมารเบื้องล่าง, องค์ปราบมารเบื้องสูง, องค์มหาอำนาจ และองค์อริยะเจ้า

       Kiss ก่อนที่จะมานั้นคุณหมูก็ได้ทดสอบบารมีของตนเอง  กับมารและวิญญาณที่สิงอยู่ในร่างของน้องยุ้ย เนื่องจากบารมีที่คุณหมูสะสมมายังไม่ถึงระดับที่จะชิงแช้มป์ได้  ก็ได้เพียงแค่เสมอ  เมื่ออาจารย์ประหยัดไปถึงนั้น วิญญาณและมารก็ได้ไปทำธุระที่ปอยเปตเสียแล้ว  สงสัยว่ามารและผีคู่นี้ชอบเล่นการพะนัน  เมื่อไม่เจอก็ไม่ได้ต่อยกัน  อาจารย์ประหยัดก็ได้เข็มขัดแช้มป์มาฟรี ๆ  แต่ที่อยู่ในสังขารของน้องยุ้ยนั้นฤทธิ์มีมากกว่ามารเสียอีก  เพราะเขาอยู่ในฐานะ “เจ้ากรรมนายเวร” จะไม่มีองค์พระธรรมองค์ไหนปราบเขาได้ ถ้าเขาไม่ยอมเสียอย่าง ต่อให้ลูกศิษย์พ่อต้นในเวลาปัจจุบันที่เหลืออยู่มารุมกันปราบก็ทำอะไรเขาไม่ได้

      Shocked   หลังจากที่ประจุองค์พระธรรมให้กับน้องยุ้ยแล้ว  ก็กลับไปบ้านคุณหมูไปประจุองค์พระธรรมให้กับบรรดาลูกศิษย์ที่บ้านคุณหมูอีก  ก็มีคนมาให้เปิดพระโอษฐ์อีก 3-4 คน ก็เปิดได้ไม่ยาก เพียงแต่ว่าเปิดแล้วจะปฏิบัติตัวหรือเปล่าเท่านั้นเอง มาคราวนี้ไม่มีคนมายกถาด  ไม่ยกนั่นแหละดีแล้ว เพราะขืนยกไปอาจจะพากันเป็นอาจารย์เพี้ยนไปก็ได้ ถ้าไม่ได้ปฏิบัติและศึกษาในสายสัญญาจริง ๆ มัวแต่ไปหลงอิทธิฤทธิ์ อันมีเพียงน้อยนิด

          พอถึงสี่ทุ่มคุณหมูก็เชิญลูกศิษย์กลับ  เพราะวันพรุ่งนี้จะต้องตื่นตี ๕   เดินทางไปวิหารใหญ่เนื่องจากว่าคุณหมูตื่นเต้นก็เลยนอนไม่หลับ  จำเป็นต้องกินยานอนหลับ  เลยตื่นเลยเวลานัดไปครึ่งชั่วโมง  เมื่อไปถึงบ้านเจ๊ของคุณหมู เจ๊เขาเตรียมตัวเสร็จแล้ว  ก็ออกเดินทางทันที  ไปรับญาติธรรมของเจ๊สองท่านคุณติ๋มกับเพื่อน  ซึ่งแต่แรกก็ยังสงสัยอยู่ว่า  ทำไมคนที่เดินสายวิปัสสนากัมมัฏฐาน  ชอบทำบุญวัด  จึงต้องเดินทางไปด้วย  มารู้ตอนกลับว่า  ทั้งสองท่านนี้มีตาทิพย์  เจ๊ก็คงจะชวนไปเพื่อดูให้  ไปถึงวิหารใหญ่ก็เกือบจะเที่ยง  จอดรถเรียบร้อยก็ลงจากรถทันทีไปถามอาจารย์ที่นั่งคุยกันทางทิศตะวันออกของศาลาส่วนกลางของวิหาร  ว่าอาจารย์หลงคนไหน  ก็ไปถามตัวอาจารย์หลงนั่นแหละ ซึ่ง อ.หลงกำลังนั่งทำเหล็กจานอยู่ ทำเอาไว้ขายให้ญาติ  ลืมถามว่าขายอันเท่าไหร่ แต่ก็บอกว่าของผมนั้นมีแจกให้ฟรี ๆ เพียงแต่คุณโหน่งเขาโทรไปบอกล่วงหน้าไว้ว่าจะไป ทางวิหารใหญ่เขาก็รู้กันหมดเตรียมพลบรรดาอาจารย์เอาไว้แล้ว มีทั้งรุ่นเก่าอายุมากกว่าเจ็ดสิบขึ้นไป  และรุ่นทำเก่าก็คือเรียนแบบว่าเป็นอาจารย์รุ่นเก่าอีก 2-3 ท่าน

          เมื่อเข้าไปที่บ้านพัก อ.สุภาพ  ซึ่งข้างบนนั้นจะเป็นที่แสดงประวัติของพ่อต้น  อาจารย์ประหยัดเคยขึ้นไปดูเมื่อปีกลายที่มากับป้าอ้อย,กบแก่ และดาราภาพยนต์คุณเอ๊กซ์ แล้ว  ในเวลานั้น อ.สุภาพ ยังไม่เข้ามาในวิหารเพราะแม่ล้วนยังอยู่   อ.กว้าง เป็นผู้ไปขอกุญแจมา และพาขึ้นไปดูชม  มาคราวนี้ อ.สุภาพ คงคิดว่ากลุ่มที่อาจารย์ประหยัดพาไปนั้นเป็นแขกที่ไม่สำคัญจึงไม่เปิดให้ชม  เมื่อเข้าไปเจอ อ.สุภาพ  เนื่องจากว่า  อาจารย์ประหยัด นั้นเป็นคนดังพอสมควร  อ.สุภาพ ได้ยินกิตติศัพท์ความดังของอาจารย์ประหยัดมาก่อนแล้ว   พอได้ยินชื่อประหยัดเท่านั้นแหละ อ.สุภาพ แกล้งทำตกใจ  ดูคล้าย ๆ กับว่าเสแสร้งดัดจริต  อันเนื่องมาจากว่ามีศิษย์สายสัญญาที่เคยเป็นลูกศิษย์ อาจารย์ประหยัด ที่ทำเวปสายสัญญา  จะเป็นเวปไหน มันก็เป็นศิษย์ “เนร” ทั้งคู่นั้นแหละ  หนึ่งในนี้หรืออาจจะเป็นทั้งสองคน  ไปใส่ไฟเอาไว้ว่าอาจารย์ประหยัดไปเขียนเล่นงาน อ.กว้าง เสาวโรนุพันธุ์   เอาไว้ในเว็บ และก็มี อ.สาลี่ ซึ่งรู้จัก อาจารย์ประหยัด เป็นอย่างดี   อ.สาลี่ นั้นพูดให้ฟังว่า อ.หอมฟุ้ง เอาเหล็กจาร อาจารย์ประหยัด มาให้บูชา  ซึ่งเธอก็ไปขอบูชา อันละ 50.00 บาท  แต่ก็ไม่ได้  ก็มันจะได้ยังไง  ในเมื่อ อ.หอมฟุ้ง นั้นเขาขายอันละ 100.00 บาท ใครให้มากกว่านี้ก็ได้ไปก่อน  ซึ่งมาภายหลังนั้น อ.หอมฟุ้ง ก็มาขัดใจไม่พอใจอาจารย์ประหยัด ในเรื่องที่เขียนประวัติของตนเอง  แล้ว อาจารย์ประหยัด ไปทักท้วงแกเข้า  อ.หอมฟุ้ง ถึงกับ พูดออกมาว่า ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปไม่ต้องมาเรียกเขาว่า อาจารย์  ก็ไม่จำเป็นหรอกที่เราจะไปหาเขาอีก  เพราะว่าเมื่อเราไปทดสอบเขาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  คนประเภทตอแหลหากินกับบรรดาคนปัญญาอ่อนหรือคนที่โง่กว่า  ประเภทที่ว่า “คนโง่ย่อมตกเป็นเหยื่อคนฉลาด”  ก็ไม่อยากจะพูดว่า “คุณกูทำเหล็กจารให้คุณมึงไปแจกไม่ใช่ให้ไปขายโว้ย”

       เมื่อไปถาม อ.สุภาพ ถึง นายกบแก่ และ นายธนากร  ทั้ง อ.สุภาพ และ บรรดา อาจารย์ทั้งหลายแกล้งโง่ปัญญาอ่อน  จำไม่ได้  คงจะคิดว่ามีคนมาหามากจนจำไม่ได้  ก็ในวันนี้วันอาทิตย์ถ้ามีคนมามาก  นับถือพ่อต้นมาก  น่าจะมีคนมาหลายกลุ่ม  แต่มีเพียงพวกเรากลุ่มเดียว 8 คน  ชาย 4 หญิง 4  พอเข้าไปในเขตวิหารเท่านั้น คุณติ๋มเขามีตาทิพย์เขาบอกว่าที่นี่มีวิญญาณมากมาย  ซึ่งตามประสบการณ์ที่ผ่านมานั้น  ผู้ที่ปฏิบัติในสายสัญญา นานหลายปี วิญญาณที่อยู่ในบ้านหรือวิญญาณที่อยู่รอบบ้านภายในในรัศมี 1 ก.ม. นั้น จะได้รับส่วนบุญที่เรากรวดน้ำแล้วจะไปผุดไปเกิดหมด  เหมือนที่หน้าบ้านอาจารย์ประหยัดแต่แรกนั้นมีวิญญาณหลายร้อย  แต่เวลานี้ก็คงจะเหลือไม่เกิน 5 ตนเท่านั้นเอง

      Smiley ทำไม อ.สุภาพ จึงแสร้งทำเป็นปัญญาอ่อน จำไม่ได้ว่า นายกบแก่ หรือ นายธนาธร มาที่วิหารใหญ่ ก็ยังไม่ผ่านพ้นไปเกินหนึ่งเดือนเลย เมื่อแกล้งตีลูกเซ่อก็ไม่เป็นไร? เมื่อทางคุณพ่อของน้อยยุ้ย  นำเอาเครื่องสังฆทานไปวางเอาไว้บนผ้าขาวที่ทางวิหารใหญ่ปูเอาไว้  มีข้าวสารถุง 5 กก. 5 ถุง น้ำปลา 5 ขวด น้ำมันพืช 5 ขวด น้ำเปล่า 1 โหล และปลาประป๋อง 5 กระป๋อง  ส่วนเครื่องบูชานั้น  มี ธูป 5 ห่อ เทียน 5 แพ๊ก  ปัจจัย 1.000.00 บาท ส่วนปัจจัยที่น้อยยุ้ยใส่อีกนั้นไม่ทราบจำนวนเงิน  ขอให้ใส่เงินในพานมาก ๆ ดอกบัวที่ลืมเอาไปก็ไม่ว่ากัน  ก็เอาดอกบัวในแจกันซึ่งเป็นดอกบัวกระดาษมาทดแทนกันไปก่อน  หลอกพ่อต้นฯว่าเป็นดอกบัวแท้ก็แล้วกัน ซึ่งพ่อต้นฯท่านก็ไม่ถือ ว่ากระไรหรอกนะจ๊ะ

       ไม่มีใครที่จะสังเกตและรู้ได้ นอกจาก อ.ประหยัด ว่า ที่หน้าหิ้งบูชาพ่อต้นนั้น จะมีการปูผ้าเอาไว้แต่ไม่ใช่ผ้าขาว แล้วจะมีหมอสามเหลี่ยมวางเอาไว้ คือจัดเอาไว้ให้วิญญาณพ่อต้นฯ มานั่งรับสังฆทาน สงสัยว่าวิญญาณไม่มีสังขารหยาบมันจะนั่งได้รึ?  ทั้ง อ.สุภาพ และบรรดา อาจารย์รุ่นเก่า ทั้งหลายนั้น ไม่มีตาทิพย์ และไม่สามารถรับสัมผัสรับรู้อะไรจากพ่อต้นได้ ก็เข้าทางอาจารย์ประหยัด
  
       อ.สุภาพได้เรียกน้องยุ้ยเข้าไปหา  ทำเป็นว่าตัวเองนั้นมีตาทิพย์  มองดูน้องยุ้ยแล้ว  ก็พูดว่า “พระบารมี” บอกมาว่า  คนที่ประจุองค์พระธรรมให้น้องยุ้ยนั้นคนแรก  เขาไม่ได้ประจุด้วยองค์ นะธรรมธาตุ, นะกุศล  แต่ไปประจุองค์ใหญ่ให้  เมื่อเปิดองค์ก็ทำให้ “มาร” หรือวิญญาณ ไม่เป็นศีล เป็นธรรมแทรกเข้ามาได้  ก็ไอ้คนที่ประจุองค์พระธรรมให้ก็คือคนที่เปิดพระโอษฐ์ให้น้องยุ้ย  มันก็เป็นศิษย์ของ อ.สุาพ นั่นแหละ  ใครเอ่ย  ก็นายธนาธรไงเล่า อ.สุภาพ เขาว่าให้ลูกศิษย์เขาโดยเขาไม่รู้ว่านายธนาธรเป็นคนทำ  อ.สุภาพ ถามน้องยุ้ยว่าเห็นอะไรในตัวเขา ซึ่งตัวน้องยุ้ยเองนั้นยังรู้จักมารยาท  ไม่ขายหน้า อ.สุภาพ  ก็เลยไม่พูดออกมา  แต่มาบอกในรถว่าไม่เห็นอะไรเลยในตัวอาจารย์สุภาพ

       เมื่อจัดสังฆทานเรียบร้อยแล้ว  ก็ให้ อาจารย์กว้าง อายุ 76 ปี  เป็นผู้กล่าวนำ  พูดไปนิดเดียว  น้องยุ้ยก็เกิดอาการออกมา  ก็เป็นเวลาที่อาจารย์สุภาพรออยู่แล้ว  เพื่อที่จะแสดงให้คนอื่นรู้ว่าตัวเองนั้นเก่งมีความสามารถสูง เมื่อคนที่พระบารมียังไม่รับรองเพราะปฏิบัติตนยังไม่ถึงมากล่าวนำ  จึงไม่มีปฏิกิริยาอันใดเกิดขึ้นกับน้องยุ้ย  เมื่อกล่าวเสร็จแบบที่ว่ายังไม่เคยเห็นมา  จากบรรดาชั้นผู้นำที่เป็นศิษย์พ่อ  ซึ่งจะต้องยกพานบารมีนั้นกับอาจารย์ผู้กล่าว แต่ อ.สุภาพ นั้นไม่ทำ เพราะคงจะไม่เห็นพ่อต้นฯ ทำ  มีคำกล่าวอันหนึ่งซึ่งไม่เหมือนอาจารย์ที่ออกจากวิหารใหญ่ไปดังอยู่ข้างนอกวิหาร  คือคำที่ว่า “สายเหล็กไหลลิงค์”  อ.สุภาพ พูดว่า สาย “เหล็กลิงค์”  เมื่อ อ.ประหยัด ทักท้วง อ.สุภาพ ก็บอกว่า  แต่ละอาจารย์นั้น  เมื่อพ่อต้นเปิดให้  ก็จะว่าไม่เหมือนกัน  พวกลูกขุนพลอยพยักคือบรรดา อาจารย์รุ่นศิษย์พ่อต้นฯ นั้น ก็รีบเสริมทันที  ซึ่งบรรดาอาจารย์เหล่านี้ถ้าไม่ฟังคำสั่งของ อ.สุภาพ ก็จะไม่ได้เข้ามา “หากิน” โดยมาช่วยกันประจุองค์องค์พระธรรม  ซึ่งถ้ามีความฉลาดรอบรู้นิด ๆ หน่อย  ก็จะเห็นว่า จะไม่มีบรรดาอาจารย์ที่เป็นลูกของพ่อต้นฯ เข้ามาหากินกับ อ.สุภาพได้เลย แม้แต่ อาจารย์กว้าง ทั้ง ๆ ที่เป็นบุตรชายคนโตของพ่อต้นฯ บ้านอยู่หลังวิหาร ยังไม่สามารถเข้ามาหากินในวิหารใหญ่ได้

"ยังมีต่อ"
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 17, 2011, 10:10:18 AM โดย administrator » บันทึกการเข้า
administrator
Administrator
Hero Member
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 766


"กัมฺมุนา วัตฺตตี โลโก" สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม


เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: ตุลาคม 05, 2008, 04:43:22 PM »

"อายุบวร"                        
     Sad เมื่อรวบสังฆทานเสร็จซึ่งเป็นแบบฉบับที่ท่านธนาธรได้ไปจาก อ.สุภาพ  จึงได้นำเอาแบบอย่างนี้ไปใช้  มันก็เหมือนแม่ปูกับลูกปูนั้นแหละ  เมื่อต้นฉบับ “เพี้ยน” ผู้ที่มาเรียนมาศึกษาก็เพี้ยนตาม  เห็นวิธีการของ อ.สุภาพ แล้ว ก็สงสารพ่อต้น  บรรดาศิษย์ของพ่อต้นฯ ที่ติดตามพ่อต้น เรียนรู้จากพ่อต้น  หลาย ๆ ท่านก็นำวิชาของพ่อต้นไปหากินจนร่ำรวยไปตาม ๆ กัน  อาจารย์เหล่านั้นน่าจะเป็นแบบอย่างให้กับศิษย์สายสัญญา ได้ดีกว่า อ.สุภาพ เพราะเรียนรู้มาก่อน อ.สุภาพ   ซึ่งตัว อ.สุภาพ นั้น  เมื่อสมัยแม่ล้วนอยู่ก็ไม่เคยได้ยินชื่อ
 
      Cry จากนั้นก็มีการประจุองค์พระธรรม  แรกนั้นก็ให้ อ.หลง เป็น ผู้ประจุองค์พระธรรมให้กับน้องยุ้ย  ก็มีอาจารย์อีกคนมาช่วยประจุ  เนื่องจากดาวรุ่งดวงใหม่ที่เพิ่งจะได้แสดงฝีมือ  ก็อยากจะแสดงบ้าง  ก็เข้ามาแย่ง อ.หลง เขียนให้กับน้องยุ้ย แบบที่ว่าไร้มารยาท  อย่าคิดว่าตัวเองนั้นเป็นลูก พ่อต้นฯ  จะไปเหนือกว่าอาจารย์หลงซึ่งเป็นลูกศิษย์พ่อต้นอยู่กับพ่อต้นฯ มานานกว่า 40 ปี  ซึ่งในสมัยที่อาจารย์หลงปฏิบัติกับพ่อต้นนั้น  อ.สุภาพ ก็ยังคงแก้ผ้าอาบน้ำอยู่เลย  เมื่อ อ.สุภาพ แทรกเข้ามา  อ.หลง ก็จำเป็นต้องถอยออกทันที  เหมือนกับว่า  ถ้ามึงไม่ให้กูแสดง กูก็จะไม่ให้มึงเข้ามาหากินในสถานที่ของกู จาก 2 อาจารย์รุมก็กลายเป็น 4 อาจารย์รุมเขียนน้องยุ้ย  ที่อ้างว่าพระบารมีเปิดให้  แต่ก็ไม่เห็นพระบารมีสั่งให้ประจุองค์พระธรรมองค์ใด  ถ้า อ.สุภาพ พูดสั่งก็คงจะสั่งไม่ได้  เพราะเพิ่งเข้ามาในสายสัญญา  มันจะไปรู้อาร๊ายเกี่ยวกับ องค์พระธรรม  ตามราคาคุยที่ว่าเดี๊ยวก็รู้  บรรดาอาจารย์ทั้งหลายก็เขียนองค์ปราบมารให้  น้องยุ้ยก็นอนแล้วเอาขาไขว่ห้างหัวเราะใส่พวกบรรดาอาจารย์ทั้งหลาย  สงสารบรรดาอาจารย์ทั้งหลายที่ท่านไม่รู้ว่า วิญญาณที่เป็นเจ้ากรรมนายเวรนั้นปราบไม่ได้ ก่อนจะมานั้นอาจารย์ประหยัดได้ประจุองค์พระธรรมองค์ใหญ่ ๆ เอาไว้แล้ว  เมื่อบรรดาอาจารย์เหล่านี้มาประจุอีก  เจ้ากรรมนายเวรมันไม่พูดว่า เมื่อวานอาจารย์ประหยัด ก็ประจุให้กูแล้ว  มันไม่พูดให้ขายหน้าก็ดีแล้ว

       เสร็จจากการประจุองค์พระธรรมแล้ว  ก็เอาน้องยุ้ยไปอาบน้ำมนต์  ที่นี่แปลกโดยการทำน้ำมนต์นั้นไม่ทำในวิหารแต่ไปทำข้างนอก แล้วก็มีการตีหลักตัดเวรตัดกรรม  และหลักปราบมาร เมื่อ อาจารย์เขียนหลักเสร็จ ซึ่งหลักที่อาจารย์กรชเขียนนั้น  เขียนลงบนไม้กลม ๆ เท่าหัวแม่มือ  ซึ่งพ่อต้นฯ ท่านบอกว่าเวลาเขียนองค์พระธรรมนั้นอย่าให้องค์พระธรรมขาด  ถ้าเขียนลงไม้แบบนี้องค์พระธรรมขาดแน่นอน  ก็ให้สมุดและปากกากับคุณโหน่งไปขอองค์พระธรรมจาก อ.หลง  อ.หลงไม่ยอมให้แม้แต่องค์เดียว  แกคงจะหวงแล้วคงจะเอาตามเข้าป่าช้าไปคืนให้กับพ่อต้นฯ  อ.กริช ท่านก็เขียนให้ คุณโหน่ง มา 2 องค์ คือ องค์ปราบมาร และองค์ตัดเวรตัดกรรม  เมื่ออาจารย์ประหยัดเห็นองค์พระธรรม 2 องค์ นี้ รีบจดเอาอะป่าว  ไม่เลย ให้เปล่าๆ  ก็ไม่เอาอยู่แล้ว  เพราะว่า ๒ องค์นี้ใช้ไม่ได้เลยสำหรับ อาจารย์ประหยัด และ คุณโหน่ง

      Shocked หลังจากบรรดาอาจารย์ทั้งหลายนั้นพาพวกเราขึ้นไปวิหารกลางแล้วอาจารย์ประหยัดก็แอบลงมาให้ อ.หลงประจุองค์พระธรรมให้  ปรากฏว่าพอลืมตาขึ้นก็มี อ.สุบิน อายุวงศ์, อ.เสบ ทองแก่, และ อ.ช่วย มาช่วยประจุองค์พระธรรมให้  ก็ประมาณ 15 นาที  สนองคุณบรรดาอาจารย์ไป 900.00 บาท  เขียนเพียงแค่ไม่เกิน 15 นาที หมดไปเก้าร้อยบาท  นี่ถ้าอาจารย์กลุ่มนี้ไปเขียนร้ายสบายดีเหมือนที่ อาจารย์ประหยัด เขียน 14 ชั่วโมง  ก็คงจะได้เงินเป็นหมื่น ๆ บาท  ตั้งใจว่าจะให้ อาจารย์หลงเขียนคนเดียวเท่านั้น  เพราะว่า อาจารย์ประหยัด ยากจนไม่ค่อยมีเงิน  เขียนคนเดียวก็ให้ไป 300 บาท  ในที่สุดก็ต้องทำบุญอีก  ก็มีความสุขที่ได้ทำบุญให้กับลูกศิษย์พ่อต้นฯ

      Afro การไปวิหารใหญ่ครั้งนี้รู้สึกว่าจะไม่มีการได้ความรู้เกี่ยวกับสายสัญญาใหม่ ๆ มาเลย  อ.สุภาพบอกว่าถ้าอยากจะเอาเรื่องสายสัญญาที่ถูกต้องก็ต้องมาเอาเอกสารที่นี่ โธ่เอ๋ย!!!!   ถ้าจะให้ก็ไปเปิดตู้เอามาให้เลย  อย่าแกล้งโง่เอาแต่พูดเอางามเท่านั้นเอง  อาจารย์ประหยัดให้ อ.หลง ประจุ องค์พระธรรมให้  ก็นอนกับพื้น  หมอนก็ไปเปิดเอาในตู้เอง  ทั้ง ๆ ที่เสื่อมีก็ไม่เอามาปูให้นอน  ไปยกถาดกับ อาจารย์ประหยัด ที่เชียงใหม่  ฟรี เงิน ก็ไม่ต้องเสีย เวลาประจุองค์พระธรรมก็นอนบนโซฟา  ที่นั่งต่อหน้าหิ้งพระก็มีพรมมาปูให้นั่ง  แล้วยังมีพรมสำรองเอาไว้ปูให้นั่งอีก 3 ผืน เวลากลับก็มีเอกสารให้เพียบ  ยังไม่พอยังมี VCD ให้อีก 1 แผ่น  มีองค์พระธรรมสายสัญญาในนั้น 2-3 ร้อยองค์  มีประวัติพ่อต้นฯ ให้เอาไปศึกษา  ไม่เสียเงินแม้แต่บาทเดียว

      Lips Sealed การกล่าวนำของ อ.สุภาพ  เริ่มต้นด้วย สายสัญญา สายสัญญา สายสัญญา แล้วก็ยังมีสายสัญญานะ อีก ต่อไปก็มีคำว่า สาย พะ พะ พะ พะ  แล้วก็ สาย นะ นะ นะ นะ แล้วก็สาย มะ มะ มะ มะ  มีเพียงแค่นี้หรือ  ทำไมถึงไม่กล่าวให้ออกมาเป็นองค์พระธรรม

       Afro    อ.สุภาพ  บอกให้คุณแม่ของน้องยุ้ยว่า  ถ้าจะให้หายก็ให้เอาน้องยุ้ยมาอยู่ที่วิหารใหญ่สัก 2-5 วัน  เพื่อกินยาบารมี  แม่น้องยุ้ยบอกว่าเอาไปกินที่บ้านได้ไหม  อ.สุภาพแกบอกว่าไม่ได้เพราะคนไข้เมื่อกินแล้วจะต้องมีอาจารย์คุม  คุมก็คือเวลากินยานี้แล้วจะถ่ายท้อง  ก็จะมีการประจุองค์พระธรรมให้  ไม่ใช่ประจุให้ฟรีนะ  แต่ละครั้งก็จะต้องเสียเงิน  ถ้าอยู่นานหลายวันก็จะเสียเงินกับสนองคุณอาจารย์ไปเรื่อย ๆ นั่นแหละ  ซึ่งเมื่อ อ.ประหยัด ถามถึงตัวยา เพราะตัวอาจารย์ประหยัดก็มีตำรายาของพ่อต้นเหมือนกัน  อ.สุภาพ ก็บ่ายเบี่ยงพูดว่าแล้วแต่พระบารมีจะบอกมา  มันก็น่า ขัน น่าหัวเราะ  ในเมื่อ อ.สุภาพ ยังด้อยในการปฏิบัติ ในสายสัญญา  แกจะไปรู้อะไร  ถ้าตัว อ.สุภาพ เป็นสินค้าประเภทเสื้อ  ก็จะเป็นเสื้อ “จระเข้” ปลอม  3 ตัวร้อยเท่านั้นเอง  หรือว่าเวลานี้ 4 ตัวร้อยไปเสียแล้ว

      Embarrassed สรุปแล้วในเมื่อ อ.สุภาพ ที่เป็นใหญ่ อยู่ในวิหารใหญ่นั้น  เป็นคนที่ปฏิบัติตัวน้อยหรือไม่ปฏิบัติตัวเลย  ก็คงจะเป็นอาจารย์สายสัญญาประเภท อ.บุญเพ็ง ที่เที่ยวหากินหลอกเขาไปวัน ๆ หนึ่ง เท่านั้นเอง  คือทำพิธีอะไรก็ไม่ประสบความสำเร็จ  เมื่อมีการเรียนรู้เรียนแบบจาก อ.สุภาพ โดย นายกบแก่ หรือ ท่านธนาธร  ก็จะเอาแบบผิด ๆ ที่เรียกว่า ประกอบพิธีเพี้ยนๆ ไปเป็นแบบอย่างที่ไม่ดี  ใช้ไม่ได้  คุณติ๋มที่เขามีตาทิพย์นั้นบอกว่า  เมื่อทำสังฆทานเสร็จ  พวกวิญญาณนั้นก็หายไปเกือบหมด  ทั้ง ๆ ที่ว่าทำสังฆทานแล้วไม่มีการนำญาติไปกรวดน้ำ  ก็เพิ่งจะมาเห็นสายสัญญาบ้าบอที่วิหารใหญ่นี่แหละ เมื่อทำสังฆทานแล้วไม่มีการกรวดน้ำ  ซึ่งถ้าถามว่าเมื่อไม่กรวดน้ำทำไมวิญญาณถึงได้หายไป  ก็จะขอตอบว่าในขณะที่อาจารย์ประหยัดไปนั้น  พ่อต้นฯ ท่านก็ตามไปด้วย  เมื่อวิญญาณรู้ว่าพ่อต้นฯ ท่านจะมา  พวกเขาก็มารอรับพ่อต้นฯ  ไม่ใช่ว่า อ.สุภาพ จะมี “บารมี” อะไรแค่ไหน ในเมื่อการปฏิบัติในสายสัญญายังมีไม่เท่าไหร่เลย

      Sad Embarrassed ก็ทั้ง ๆ ที่ได้ผลในการทำสังฆทาน  เพราะว่าเมื่อวิญญาณได้รับก็ต้องได้ผล  แต่เจ๊บอกว่าจะมาวิหารใหญ่ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย  รู้สึกว่าจะสาปส่งบรรดา อาจารย์สายสัญญาไปด้วย  ไม่น่าเล้ยที่พาเจ๊ไปดูละครลิงแต่แฝงด้วยความเป็นจริง  ซึ่งเจ๊คงจะคิดไม่ถึงว่าสังฆทานของเจ๊นั้นโปรดวิญญาณได้อย่างมากมาย  ซึ่งก็เป็นบุญที่เจ๊จะได้รับและน้องยุ้ยจะได้รับในการสังฆทานไปครั้งนี้  สาธุ สัญญา  มันผู้ใดที่ทำเกินอำนาจระบารมีในสายสัญญา  ก็ขอให้จมอเวจีตามสายสัญญา
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 08, 2012, 10:24:35 AM โดย administrator » บันทึกการเข้า
administrator
Administrator
Hero Member
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 766


"กัมฺมุนา วัตฺตตี โลโก" สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม


เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: ตุลาคม 05, 2008, 04:49:17 PM »

  "อายุบวร"

 Cry วันอาทิตย์ที่ ๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

       หลังจากที่ที่เจ๊กลับจากวิหารใหญ่ก็ไม่ได้สนใจกับสายสัญญาอีกเลย  ในวามคิดของเจ๊นั้นคิดว่าน้องยุ้ยจะหายจากโรคนี้ได้ก็ต้องด้วย “บารมี” ของ พระพุทธ เท่านั้น  จึงได้พาน้องยุ้ยเดินทางสายเปลี่ยว............ขอประทานอภัย  เดินทางสาย “ธรรม” ไปตามวัด  ในที่สุดก็ไปเจอวัด ๆ หนึ่ง  ที่น่าจะรักษาให้น้อยยุ้ยหายได้  โดยการสร้างถาวรวัตถุขึ้นมาชิ้นหนึ่ง  ทีแรกเจ้าอาวาสก็คงจะบอกว่าไม่กี่แสน  แต่ในที่สุดราคามันก็ขึ้นไปเป็นล้าน ๆ  แต่เมื่อต้องการให้ลูกสาวตัวเองหายก็ต้องทำ  แต่มีข้อสังเกตที่ว่าคุณติ๋มและเพื่อนก็ไปด้วย  แต่ไม่มีคนอื่นนอกจากเจ๊กลายเป็นคนโปรดของเจ้าอาวาส  แล้วก็ไม่มีใครที่ติดตามไปด้วยนั้น  จะเชื่อเจ้าอาวาสอย่างงมงายโงหัวไม่ขึ้น  ทำคล้าย ๆ กับว่าถ้าจะทำของใส่ใครนั้นก็จะต้องทำเฉพาะคนที่มีเงินเท่านั้น  ซึ่งมันก็ควรจะเป็นอย่างนั้น  เพราะถ้าทำให้คนมีเงินน้อยมาเชื่อหลงงมงายก็จะได้เงินไม่เท่าไหร่

       Grin เจ๊เขาก็เข้าไปปฏิบัติธรรมในวัดนี้  แล้วก็เสียเงินกับการสร้างถาวรวัตถุไปมากกว่า ๑ ล้านบาท  ตามความคิดของเจ๊นั้น บุญ จะช่วยให้น้องยุ้ยหายได้  ซึ่งถ้าเข้าใจใน “ธรรมะ” จริง ๆ แล้ว  ได้อ่านพระไตรปิฎกให้รู้จักวิธีเอาบุญและวิธีโอนจ่ายบุญ  ก็อาจจะทำให้น้องยุ้ยได้  แต่ถ้าเป็น “กรรมจัดสรร” ซึ่งเกิดแต่เจ๊แล้วละก้อ  ขอให้แก้ไขที่ตนเองเสียก่อน  ในพระไตรปิฎกนั้น  ถ้าได้อ่านผ่าน ๆ ตาไปบ้าง  ก็จะไม่เจอข้อความที่ว่า  มีใครบ้างที่จะไปสร้าง วิหาร อุโบสถ หรือเจดีย์ ในสมัยพระพุทธเจ้า  พระพุทธเจ้ามีแต่ “ขันธกุฎี” อย่างเดียวเป็นที่ประทับ  ในพระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น พระองค์ท่านไม่ได้สอนว่าให้ผู้ที่เดือดร้อนเข้าไปพึ่งพาอาศัยวัดนั้น  จะต้องไปสร้างวิหาร สร้างอุโบสถ สร้างเจดีย์  แล้วจึงจะได้ไปอรหันต์หรือไปนิพพาน  ซึ่งถ้าเป็นอย่างนี้  พระในวัดหลายแสนองค์ก็คงจะไม่ได้ไป  เพราะว่า “พระ” นั้นไม่มีงานทำ  จึงไม่มีรายได้  แล้วจะเอาเงินทองที่ไหนไปสร้างถาวรวัตถุ เพื่อที่จะมุ่งสู่นิพพานได้เล่า

       การที่เจ๊เชื่อเจ้าอาวาสจนหัวปักหัวปำเช่นนี้  มันก็น่าคิดว่า จะมีวิชาอื่นนอกจาก “ธรรมะ” หรือไม่ที่ทำให้เจ๊ต้องเชื่อ  เสียงแว่ว ๆ ไปว่าเมื่อปฏิบัติธรรมแล้ว  ร่างกายของเจ๊ก็อ่อนเปลี้ยเพลียแรง  จนต้องถ่อสังขารออกจากวัดไปเติมน้ำเกลือ  แล้วก็ต้องรีบเข้าวัด  เพราะว่า  ถ้าไม่รีบกลับเข้าวัดเจ๊ก็จะต้องตาย  ซึ่งถ้าการเข้าไปปฏิบัติธรรมเป็นถึงอย่างนี้  วัดนี้ก็คงจะไม่ใช่วัดของสายพุทธเป็นแน่แท้  เมื่อ “มาร” เข้าท้องพระอรหันต์ได้  ทำไม “มาร” จะเข้าท้อง “เจ้าอาวาส” องค์นี้ไม่ได้  หากเป็นดังนี้เจ๊ก็เป็นคนที่น่าสงสารมาก

         ก็ยังไม่เคยได้ยินว่าใครเข้าไปปฏิบัติธรรมแล้ว “ป่วย”  น้องยุ้ย ที่ติดตามคุณแม่ไปนั้น  ก็มีอาการกำเริบมากขึ้น  น้องยุ้ยก็คงจะเขม่นเจ้าอาวาสที่หน้าไม่เหมือน “พ่อ” ตัวเอง  แล้วชอบเรียกร้องเอาเงินคุณแม่  ก็เลยกระโดดถีบหลวงพ่อเสียเลย  เป็นการเริ่ม “วงแตก” ก็ขอให้แตกแยกมากยิ่งขึ้นไปกว่านี้ แล้วเจ๊เองก็จะได้รู้ว่า ถ้า “บุญ” ซื้อได้ด้วยเงิน  อดีตนายกทักษิณ มีเงินตั้ง ๗ หมื่นล้าน  สร้างวัดซัก ๔-๕ วัด แล้วบุญก็จะช่วยให้รอดพ้นจากวิบากกรรม  กลับมาบ้านเกิดเหมือนเดิม  ท่านก็คงจะทำไปตั้งหลายเดือนมาแล้ว
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 17, 2011, 09:52:11 AM โดย administrator » บันทึกการเข้า
administrator
Administrator
Hero Member
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 766


"กัมฺมุนา วัตฺตตี โลโก" สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม


เว็บไซต์
« ตอบ #3 เมื่อ: ตุลาคม 08, 2008, 10:17:01 AM »

  "อายุบวร"

       Lips Sealed ในการทำบุญของแต่ละคนนั้นก็ไม่เหมือนกัน  คุณแม่ของน้องยุ้ยจะทำบุญกับวัด  โดยสร้างถาวรวัตถุ เหมือนกับพระสรยุทธหรือพระอาจารย์โต้ง วัดดอยผาส้ม อ.แม่ริม จังหวัดเชียงใหม่  ก็สร้างเจดีย์ครอบเจดีย์เก่าที่ พระครูบาศรีวิชัย ไปสร้างเอาไว้  ซึ่งเวลานี้ก็หมดเงินไปแล้วกว่า ๑๕ ล้านบาท  ก็ยังไม่ยอมเสร็จ  ถ้าอานิสงฆ์ที่เกิดจากการสร้างถาวรวัตถุนั้นเกิดขึ้นจริง  คุณพ่อของพระโต้งท่านก็คงจะไม่ค้าขายขาดทุนไปกว่าหนึ่งพันล้านบาท  เพราะว่าทั้งพ่อและแม่ก็พากันเอาเงินมาช่วยสร้าง  มากกว่าที่คุณแม่น้องยุ้ยสร้างเสียอีก

       คนธรรมดาที่สร้างถาวรวัตถุเพื่อเป็นทานนั้น  ยังมีสร้างราคาสูงกว่าของพระโต้งเสียอีก  เขาคนนั้นคือ นายไพฑูรย์ วิบุลสันติ  พี่ชายของ พ.ต.อ.ศิริ วิบุลสันติ  ท่านไปซื้อที่ดินที่ติดกับบ้านกิ่งแก้ววิบูลสันติ  และก็ได้สร้างตึก รวมค่าก่อสร้างแล้วก็คงจะประมาณ ๒๐ ล้านบาท  เพื่อที่จะให้ชื่อของท่านนั้นจารึกเอาไว้นานเท่านานในจังหวัดเชียงใหม่ เหมือนอาของท่านที่ได้สร้างตึก กานดา วิบุลสันติ เอาไว้ที่ ร.พ.สวนดอก เมื่อ ๕๐ ปีที่ผ่านมา  ซึ่งถ้าจะถามว่าสร้างถาวรวัตถุนั้นจะได้บุญมากไหม  ก็ต้องไปถาม "พระ" เอาเองนั่นแหละ

        Shocked คนที่ไม่เชื่อในเรื่อง เทพ-พรหม ไม่เชื่อใน "สายสัญญา"  แต่ไปเชื่อในการสร้างถาวรวัตถุ  ก็คงจะมีคุณแม่ของน้องยุ้ยเป็นตัวอย่าง  บุญก็ไม่ได้ช่วยเหลือให้น้องยุ้ยหายจากการที่รับกรรม  พระโต้งเป็นพระและเป็นผู้ก่อสร้างถาวรวัตถุ  ก็หาได้รอดพ้นจากการถูกทำคุณไสยไม่  ก็ยังโดนอยู่ตลอด  แต่ไม่อยู่ในระดับร้ายแรง  ก็ปล่อยให้โดนไป  ไม่จำเป็นที่จะต้องแก้ไข  เพื่อจะให้รู้ว่า "บารมี" ในการสร้างวัดนั้น  ก็หาได้ปกป้องท่านได้ไม่  

       พ.ต.อ.ศิริ ท่านเล่นหุ้นกับอาจารย์ประหยัดมา ๑๕ ปี  ท่านก็รู้ว่าอาจารย์ประหยัด ทำอะไรเกี่ยวกับสายเทพ  แต่ท่านไม่สนใจทั้ง ๆ ที่อาทิตย์หนึ่งก็เจอกันห้าวัน  ผลัดวันประกันพรุ่งจนหมดโอกาสที่จะเข้ามาสู่สายเทพ เพราะมีอยู่วันหนึ่งเมื่อปีกลายนี้  ท่านได้ตื่นขึ้นมาแต่ไม่สามารถที่จะลุกขึ้นได้  เพราะว่าท่านกำลังจะเป็นอำมพาติ ภรรยาท่านก็ออกจากบ้านไป  กลับมาใกล้เที่ยง  เห็นว่าสามียังไม่ตื่นก็เข้าไปปลุก  ปรากฎว่าสามีพูดไม่ได้ขยับตัวไม่ได้  ก็ได้นำตัวส่งโรงพยาบาลสวนดอก เมื่อเดือนมกราคม ๒๕๕๐  จนถึงเวลานี้ ท่าน ผกก.ก็ได้กลายเป็นอำมพาติ ไม่ได้นั่งกินนอนกิน แต่เป็นลักษณะนอนกินเอาเสียเลย
    
       Cool ถามว่าทำไมอาจารย์ประหยัด ถึงได้รู้  ที่รู้ก็เพราะว่า อาจารย์ประหยัด ก็เข้าโรงพยาลบาลพร้อม ผกก.  เวลาออกจากโรงพยาบาลนั้น ๓ วัน อาจารย์ประหยัด ก็เดินออก แต่ ผกก.ท่านอยู่เป็นเดือน ๆ เวลาออกก็นอนออก  เวลานี้ท่านก็นอนกินอยู่ที่บ้าน

       ก็ได้พูดกับบรรดาศิษย์สายสัญญา-ประยุกต์ ทั้งหลาย  บอกให้พวกเขาว่าเมื่อเปิดพระโอษฐ์แล้ว  ก็ให้ศรัทธาในองค์พระบารมีของตนเองให้มาก  เพราะองค์ท่านจะช่วยปกป้องคุ้มครองเรา  ซึ่งถ้าใครเชื่อก็ขออนุโมทนาด้วย ใครไม่เชื่อก็เป็น "กรรม" ของคนนั้น  เทวดาของเราอยู่ใกล้ตัวแล้วก็อยู่ในตัวเรา  ไม่พึ่งท่าน  แต่ไปหวังที่จะอรหันต์ไปนิพพาน ซึ่งเป็นระยะทางที่ไกลมาก  ไกลยิ่งกว่าไปดวงจันทร์เสียอีก  เพียงแค่ขอให้ืถือศีล ๕ ได้ครบก็พอแล้ว  ถ้าถือศีลไม่ครบก็จะตาลายเห็นรัฐสภาเป็นของตนเอง  บ้านเมืองก็จะวุ่นวาย

       Grin การที่เป็นพลเมืองที่ดีนั้น  ไม่จำเป็นต้องไปชุมนุมกันที่หน้าสภา  ขอให้ตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากิน  เสียภาษีให้กับรัฐบาล  คนเพียงแค่ไม่กี่หมื่นคนที่จะพยายามเอาชนะคนตั้ง ๖๐ กว่าล้านคนที่พวกเขายังไม่ได้ออกมาต่อต้าน แล้วผู้นำที่เรียกว่า พันธมิตร คือนายตั๊บ แซ่ลิ้ม หรือนายสนธิ นั้น ก็เป็นหนี้ถูกฟ้องล้มละลายเป็นจำนวนเงินมากกว่าหนึ่งหมื่นล้านบาท น่าสงสารคนที่ไปเชื่อคนอย่างนายสนธิ  ก็เห็นเขาอยู่บนเวทีในสภา  ตะโกนสั่งให้พวกหน้าโง่ที่เชื่อเขาออกไปต่อสู้  เมื่อบาดเจ็บและตาย  ก็ไปโทษนายก  ทั้ง ๆ ที่พวกเขาทั้งหลายนั้นหน้าโง่เอง  อาจารย์ประหยัด นอนอยู่ที่บ้าน ไม่เห็นว่าจะต้องถูกแทง ถูกลูกปืน ถูกแก๊สน้ำตาเลย  ไม่ใช่ว่าไม่รักประเทศชาติ  แต่การรักชาตินั้นไม่จำเป็นต้องออกไปแสดงอย่างนั้น  ถ้าไปก็ต้องพกปืนไปด้วยเพราะเราไม่มีแรง  ต้องใช้อาวุธยาว  แล้วมีประโยชน์อะไรที่จะต้องไปเข่นฆ่าคนไทยด้วยกัน  โง่เสียยิ่งกว่าโง่  ก็คงจะไม่ใช่พูดแต่ปาก  หากมีการระดมลูกเสือชาวบ้านก็จะไป  ทัพนี้มีคนเป็นล้าน ๆ นะ แต่แม่ทัพใหญ่ท่านจะไม่สั่งให้คนไปไปฆ่ากันหรอก  หรือว่า อปพร.สั่งระดมพล ก็จะไปเหมือนกัน เพราะว่าเราเองก็เป็น อปพร.เทศบาลนครเชียงใหม่ รุ่น ๒ แล้วมีประโยชน์อะไรที่จะโง่ไปต่อสู้กับคนไทยด้วยกัน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 17, 2011, 09:55:14 AM โดย administrator » บันทึกการเข้า
administrator
Administrator
Hero Member
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 766


"กัมฺมุนา วัตฺตตี โลโก" สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม


เว็บไซต์
« ตอบ #4 เมื่อ: สิงหาคม 19, 2009, 01:29:29 PM »

"อายุบวร"

     

          อาจารย์โหน่ง

      

Tongue อาจารย์เสบ ทองแก่ และ อาจารย์หลง โอกระโทก  ประจุองค์พระธรรมให้แก่น้องยุ้ย  คนที่นั่งให้อาจารย์วิหารใหญ่ประจุองค์พระธรรมนั้นจ่ายสนองคุณท่านละ ๒๐๐ บาท แต่อาจารย์ประหยัด จ่าย ๙๐๐ บาท

       Embarrassed อาจารย์โหน่ง ไปวิหารใหญ่ เมื่อ 16 ธันวาคม 2550  ได้ไปให้ อาจารย์สุบิน     อายุวงศ์  ประจุองค์พระธรรมให้  ซึ่งถ้าใครกลัวที่จะหลุดจากวงจรสายสัญญา  ก็น่าที่จะให้อาจารย์โหน่ง พาไปวิหารใหญ่ ไปประจุองค์พระธรรม  จะได้เป็นอาจารย์สายสัญญาที่เหนียวหนึบยิ่งกว่าตังเม  ไม่สามารถที่จะหลุดจากสายสัญญาไปได้

        ถึงแม้ว่าลูกศิษย์ อ.โหน่ง คือนายธนากร มาทีหลังแต่ไม่ยอมดังกว่า  ได้หลุดออกจากวงจรสายสัญญาไปแล้ว  อ.โหน่ง ก็ยังคงเหนียวแน่นอยู่กับสายสัญญา  ซึ่งน่าจะเป็น ศิษย์สายสัญญา-ประยุกต์ ที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้  แม้จะผ่านมาหลายปีแล้วก็ตาม

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 16, 2011, 12:41:44 PM โดย administrator » บันทึกการเข้า
administrator
Administrator
Hero Member
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 766


"กัมฺมุนา วัตฺตตี โลโก" สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม


เว็บไซต์
« ตอบ #5 เมื่อ: มกราคม 20, 2010, 03:16:04 PM »

 Grin Grin "อายุบวร"

       Sad รู้สึกว่า ในวันที่ ๑๖ ธ.ค. ๒๕๕๐ จะเป็นวันสุดท้ายที่ได้ไปรักษาน้องยุ้ย  และเมื่อได้พาคุณแม่น้องยุ้ยไปวิหารใหญ่แล้ว  ก็คงจะเป็นวันสุดท้ายเหมือนกันที่คุณแม่น้องยุ้ยจะไปวิหารใหญ่

       Sad หลังจากกลับจากวิหารใหญ่มาแล้ว  คุณแม่น้องยุ้ยก็ไม่ได้เรียกขานหาอาจารย์ประหยัดอีกเลย  แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะคุณแม่น้องยุ้ยก็คงจะคิดว่า รักษาตั้ง ๓ ครั้งแล้วก็ยังไม่ได้ผล คนป่วยคนเก่าไป คนป่วยคนใหม่ก็มา โดยอาจารย์เล้ง น้องชายของเฮียกวง  ก็ได้นำเอาเฮียกวงไปให้ อาจารย์ประหยัด รักษา ที่เชียงใหม่  อันเนื่องจากว่า  เฮียกวงท่านไปตามสำนักต่าง ๆ ไปขอแบ่งปันเอาผี เอาสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่ดี เอามาสะสมไว้ใน สังขารของเฮียกวงเอง อาจารย์ประหยัดในระดับอาจารย์ใหญ่  เขียนให้ เฮียกวง ๓ วัน ก็ยังออกไม่หมด

      Shocked หลังจากที่กลับไปกรุงเทพฯ  อาจารย์โหน่งก็เป็นผู้รับช่วงจากอาจารย์ประหยัด ไปรักษาเฮียกวง อาจารย์โหน่งนั้นประจุองค์พระธรรมให้กับ เฮียกวง ทุกอาทิตย์  เมื่ออาจารย์ประหยัด หรืออาจารย์ชาญยุทธ์ มากรุงเทพฯ เฮียกวงท่านก็จะตามมาให้บรรจุองค์พระธรรมให้

       Wink การรักษาเฮียกวงนั้น  อาจารย์โหน่งใช้เวลาอยู่ประมาณ หนึ่งปีเศษ เวลานี้ เฮียกวง กำลังจะกลายเป็นอาจารย์กวงไปเสียแล้ว  จากคนป่วยที่ได้รับการประจุองค์พระธรรมมาก จากหลาย ๆ อาจารย์ ทั้งประจุองค์พระธรรมเอง เมื่อได้รับการยกถาดจากอาจารย์ประหยัดแล้ว  ก็ได้มีความมานะมุ่งมั่นในสายสัญญาอย่างแท้จริง  ดับล้างบ่อยๆ ซึ่งปัจจุบันนี้น่าจะเป็นอาจารย์โปรดญาติได้แล้ว

       สิ่งที่น่าคิด น่าจะเอาเป็นตัวอย่าง สำหรับคนที่ปฏิบัติในสายสัญญา  เฮียกวงนั้น ภาษาไทยไม่แข็งแรง  แต่มีความสามารถดับล้างได้อย่างดี  กีกว่าคนที่จบปริญญาตรี-โท เสียอีก  มีพรสวรรค์พิเศษในเรื่ององค์พระธรรม  เรียนรู้เรื่องลึกลับจากองค์พระธรรมสายสัญญา  ซึ่งไม่มีศิษย์คนใดของอาจารย์ประหยัด จะทำได้

       Smiley ที่น่าเสียดายก็คือ น้องยุ้ย ซึ่งก็สนิทกับคุณหมูมาก  แต่ก็ไม่ได้เขียนประจุองค์พระธรรมรักษาให้กับน้องยุ้ย เมื่อคุณแม่น้องยุ้ยไม่เชื่อในสายเทพ แต่ไปเชื่อในสาย "พระ"  นึกว่าการทำบุญกับพระนั้นจะทำให้บุญช่วยเหลือน้องยุ้ยได้  เป็นอย่างนี้ก็จะทำให้คุณโหน่งปิดปากเงียบ  พูดไปมันก็แค่นั้นแหละ  แต่รอดูผลงานของสายสัญญาก็แล้วกัน  ในที่สุดผลงานที่อาจารย์โหน่งทำมาเป็นปีนี้  ก็ได้แสดงออกมาให้เห็นแล้ว

     Smiley Grin Embarrassedกรรมเวรในชาตินี้ที่เฮียกวงไปรับจากสำนักทรงมา  ยังต้องใช้เวลารักษาอยู่หนึ่งปีเศษ แล้วกรรมเวรในอดีตชาติที่ติดตามน้องยุ้ยมา  มันจะรักษาเพียงแค่ ๓ ครั้ง มันก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่เมื่อไปหาพระ ทำบุญเป็นล้าน  อาการน้องยุ้ยก็ไม่เห็นดีขึ้น  ก็น่าจะรู้แล้วว่า "กัมมุนา วัตฺตตีโลโก" ซึ่งพระนั้นไม่สามารถแก้ไขให้ได้  เมื่อสัตว์โลกต้องเป็นไปตามกรรมแล้ว ก็น่า เสียดายที่น้องยุ้ยต้องพลาดโอกาสในการรักษา จากสายสัญญา สาธุ สัญญา
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 17, 2011, 09:59:07 AM โดย administrator » บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: