หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: *เทศบาลกับการเปิดพระโอษฐ์  (อ่าน 821 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
administrator
Administrator
Hero Member
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 766


"กัมฺมุนา วัตฺตตี โลโก" สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม


เว็บไซต์
« เมื่อ: พฤศจิกายน 02, 2009, 10:36:45 AM »

"อายุบวร"

       Azn ในวันศุกร์ ที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๕๒ เวลา ๙.๐๐ น. ทางวิทยุ FM ๙๒.๕ ได้ออกประการให้สมาชิกเสื้อแดงไปชุมนุมกันที่ เทศบาลนครเชียงใหม่ ด่วน  เพราะว่าจะมีพวกเสื้อเหลืองไปชุมนุมขับไล่ นายกเล็กคนใหม่ที่เพิ่งจะได้รับการแต่งตั้ง คือนายทัศนัย บูรณุปกรณ์  ซึ่งกำลังจะทำพิธีบวงสรวงกราบไหว้เทพ พรหม และบรรพกษัตริย์  เมื่อไปถึงนั้นเสื้อแดงก็อยู่กันเต็มเทศบาลแล้ว  จึงได้ขึ้นไปชั้นบน  คุณทัศนัย นั้นกำลังกราบพระพรหมอยู่  อาจารย์ประหยัดนั้นเข้าไปในห้องท่ามกลางหน่วยรักษาความปลอดภัย และตำรวจได้อย่างง่ายดายมาก  เพราะว่านายทะเบียนราษฎร์ และหัวหน้าของเทศบาลเป็นลูกศิษย์อาจารย์ประหยัด หัวหน้าก็พาอาจารย์ประหยัดไปดูห้องต่าง  ห้องแรกที่ไปนั้นเป็นห้องของนายก  ก็เดินผ่าน ผอ.เพชรวรรต และ ดีเจ.อ้อม ไป  ซึ่ง ผอ.เพชร นั้นได้ไปก่อนครึ่งชั่วโมงแล้ว  ผอ.เพชร ก็คงจะแปลกใจที่ อาจารย์ประหยัดทำไมถึงมีหัวหน้าเป็นผู้นำพาไปห้องต่าง ๆ ได้  ก็ในเมื่อหัวหน้า น้องสาวท่านนี้เป็นผู้ดำเนินการจัดพิธีให้กับนายกเล็กคนใหม่  เมื่ออยู่ที่เสื้อแดง ก็มีฐานะเป็นลุง นายประกัน ผอ.เพชร  แต่เมื่อมาเทศบาล ก็มีฐานะเป็น อาจารย์ของเจ้าหน้าที่เทศบาลมากกว่า ๑๐ ท่าน
       ในห้องพระของเทศบาลนั้น  โต๊ะหมู่ตรงกลางนั้น มี "เศียร" ของท้าวกบิลพรหม ซึ่งสร้างโดยนาย
วรกร ตันตรานนท์ อดีตนายกเล็กที่ดังที่สุดในเชียงใหม่  สร้างโดย รู้เท่าไม่ถึงการ  ทั้ง ๆ ที่อาจารย์ประหยัดเคยทักท้วงแล้ว  โดยคุณอุบลพรรณ หัวหน้านายทะเบียนราษฎร์ได้มาถามถึงเรื่องเศียรท้าวกบิลพรหม บ่อย ๆ เนื่องจากเทศบาลเกิดเรื่องไม่ดีอยู่บ่อย ๆ เมื่อบอกวิธีแก้ก็ไม่ยอมทำ  ก็ไม่เป็นไร  ถ้าเชื่อ ร้านตันตราภัณฑ์ ๔ สาขา ก็คงจะไม่เจ๊งไปหมด  ตัวนายวรากร นั้นก็หลุดจากนายกเทศมนตรีไปโดยไม่มีวันกลับ  จากตำแหน่งนายกเล็ก ก็กลายเป็นอีแอบเหมือนเปรมศรีวิกา ไปที่ไหนก็ไม่ได้อายเขา
      Wink เมื่อไปดูห้องนายก ห้องรองปลัดเทศบาลแล้ว  ทุกห้องก็ดีไม่มีสัมผัสอะไรที่ไม่ดี  ก็ไปนั่งคุยกันกับหัวหน้าในห้องของท่านรอง ท่านทองก็นั่งฟังเราคุยกัน  ซึ่งก็คงจะแปลกใจที่ลูกน้องของท่านนั้นทำไมถึงได้พูดภาษาแขกได้เป็นอย่างดี ก็ได้แนะนำว่าให้นายกทัศนัยนั้นกราบไหว้บูชา "เศียรท้าวกบิลพรหม" นั้นทุกวัน  เพราะว่ามันก็ทำได้ไม่ยาก  จะมีพนักงานของเทศบาลจัดดอกไม้ธูปเทียนเอาไว้ให้แล้ว  ลูกศิษย์อาจารย์ประหยัด ๑๐ กว่าคน องค์ของพวกเขาก็ช่วยได้อยู่แล้ว
      Sad วันเสาร์ที่ผ่านมา  ครูอี๊ด "เปิดพระโอษฐ์" มาแล้ว ประมาณ 6-7 ปี  ซึ่งในสมัยเมื่อปฏิบัติใหม่ ๆ นั้น สามารถเห็นองค์บารมีของคนอื่นได้  แปลภาษาเทพได้  มาตอนหลังนี้ก็ได้หายหน้าหายตาไปนานหลายปี ครูอี๊ดเธอเป็นคนที่มีบุญกับองค์เทพมาก  ก้าวหน้าได้รวดเร็ว  แต่ไม่ยอมรับยกถาด  เอาสายสัญญาไปปฏิบัติ เมื่อไม่ปฏิบัติตัว ก็เหมือนกับว่าไม่ "ศรัทธา" ในองค์บารมีของตนเอง  ตามข่าวที่ทราบมาก็เร่ร่อนไปตามสำนักต่าง ๆ แต่ส่วนมากจะไปหา "พระ"  
      Cheesy ซึ่งเมื่อเข้าไปในสาย "พุทธองค์" ก็น่าจะดี  เพราะมีบารมีของ พระพุทธ พระธรรม  พระสงฆ์ ค้ำจุนอุดหนุนจุนเชือ แต่มันก็ยังไม่เป็นเช่นนั้น  วันนี้ที่ครูอี๊ดกลับมานั้น  ร่างกายซูบผมไปมาก  ร่างกายเหมือนกับว่าอมโรค  ไม่เหมือนกับสมัยที่ปฏิบัติในสายเทพกับอาจารย์ประหยัด  เวลานั้นขาวผ่องเป็นยองใย
      Cool ครูอี๊ดพาคนมาคนหนึ่ง อายุ ๖๙ ปี  เปิดภาษาเทพได้ง่ายมาก  ไม่เกิน ๕ นาฑี ก็พูดได้อย่างคล่องแคล่ว องค์บารมีเป็นกุมารของพระแม่กวนอิม  ก็มีผู้ติดตามครูอี๊ดมาอีก ๑ รถตู้ ๑๑ ท่าน  หัวหน้าทีมเป็นเจ้าสำนักที่เคยมาเปิดพระโอษฐ์กับอาจารย์ประหยัด ผ่านมาแล้ว ๒ ปี  พาลูกศิษย์ของเธอมา ๑๐ คน เอามา "เปิดพระโอษฐ์" ๙ ท่าน ซึ่งทุกคนนั้นเป็ดง่ายมาก  เมื่อเปิดแล้วก็ส่งไปให้คุณหล้า ศิษย์เชียงใหม่ ที่เพิ่งจะเปิดมาแล้ว ๔ เดือน ช่วยสนทนากับเทพองค์ใหม่ ซึ่งคุณหล้านั้นจะรู้่ด้วยว่าเทพที่สนทนานั้นเป็นองค์ใดเสียด้วย  ก็ไม่น่าจะเก่งกว่า เล็ก...หนองจอก เพราะว่าเล็กหนองจอกนั้นแปลภาษาเทพไม่ได้ แต่น้องหล้านั้นแปลได้มากกว่า ๕๐ % เล็กหนองจอกไม่สามารถรู้เห็นองค์ของคนอื่นได้ แต่คุณหล้านั้นรู้ได้มากกว่า ๙๐%
      Cheesy เปิดพระโอษฐ์ ๙ คน  ก็ไม่มีอะไรตื่นเต้น  เพราะว่าแต่ละคนนั้น เจ้าสำนักชัยปราการ เขาคัดมาแล้วมีคุณภาพดีเยี่ยม ๑๐๐% ไม่เหมือนกับ สำนักหนองจอก ที่คัดมาแล้วจริง ๆ แต่ไม่ได้วัดด้วยการเปิดพระโอษฐ์ แต่คัดมาแล้วด้วยการจ่าย ๕๐๐ บาท จึงจะได้เข้ามายกถาด  มีที่แปลกก็คือ คุณผู้หญิงทั้ง ๙ คนนี้  มีอยู่ ๒ คน ที่เป็นพระนางเรือล่ม  ซึ่งเมื่อเปิดแล้วก็มาร้องไห้คร่ำครวญ ต่อว่าให้อาจารย์ประหยัดฟัง ซึ่งทุกครั้งที่มีองค์พระนางเรือล่มมานั้น  อาจารย์ประหยัดก็จะเทศก์สั่งสอนเป็นภาษาเทพไป  ๑๔ คนเปิด ๙ ก็เป็นอันว่าเรียบร้อยไม่เกิน ๑๓.๐๐ น.
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 22, 2010, 10:22:29 PM โดย administrator » บันทึกการเข้า
administrator
Administrator
Hero Member
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 766


"กัมฺมุนา วัตฺตตี โลโก" สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม


เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: พฤศจิกายน 02, 2009, 04:12:11 PM »

"อายุบวร"

                                 (เศียรท้าวกบิลพรหม)

 
(ห้องพระของเทศบาลนครเชียงใหม่)

      Shocked รูปบนเป็นรูปเศียรของท้าวกบิลพรหม  ซึ่งสร้างโดย นายวรกร ตันตรานนท์ อดีตนายกเทศมนตรีที่โด่งดังที่สุดในประเทศไทย  ถึงกับมีการลุ้นให้เป็นนายกรัฐมนตร๊  หลังจากได้สร้างเศียรท้าวกบิลพรหม ได้ไม่นาน  ร้านตันตราภัณฑ์ ๔ สาขา ที่ตั้งมานานกว่า ๔๐ ปี  ก็ต้องเจ๊งกลายเป็นของคนอื่นไปหมด  เหมือนกับว่าล้มแต่ไม่ได้นอนบนฟูกนะจ๊ะ  จากนั้นตำแหน่งนายกเล็กก็ค่อย ๆ จางหายไป จนตราบเท่าทุกวันนี้  แม้แต่ลง สท.ยังไม่มีคนเลือก

      Shocked ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อห้างซุปเปอร์มาเก็ต แห่งแรกในเชียงใหม่  ไม่น่าที่จะเจ็งได้ก็เจ๊งไปแล้ว
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 03, 2009, 09:26:16 AM โดย administrator » บันทึกการเข้า
administrator
Administrator
Hero Member
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 766


"กัมฺมุนา วัตฺตตี โลโก" สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม


เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: พฤศจิกายน 03, 2009, 09:55:37 AM »

"อายุบวร"

       ในขณะที่คุณอุบลพรรณ ยังไม่ได้เป็นหัวหน้านายทะเบียนราษฎร์  ในสมัยของนายวรกร ตันตรานนท์  เป็นนายกนั้น  เทศบาลเก็ดเหตุวุ่นวายอยู่บ่อย ๆ  ทางนายกก็ได้ให้คุณอุบลพรรณไปปรึกษา  ซึ่งก็ได้มาขอคำชี้แนะจากอาจารย์ประหยัด  ก็ได้ชี้แนะไปว่า ตรงกันข้ามกับเทศบาลฝั่งน้ำปิงฝั่งตรงกันข้าม  จะมีถนนลงมาน้ำปิง  ซึ่งสมัยนั้นเอาไว้ให้ช้างลงมาอาบน้ำ  ก็ให้ไปสร้างศาลของท้าวกบิลพรหมเอาไว้  ห่างจากริมตลิ่งประมาณ ๒ เมตร ซึ่งริมตลิ่งนั้นก็เป็นที่งอกทั้งนั้น หลังจากสร้างเสร็จให้ขุดฝั่งน้ำเข้ามา  ให้ศาลไปอยู่ในน้ำ  แล้วทำสะพานทอดไปยังศาล  ซึ่งทางเทศมนตรีอ้างว่าจะไปสร้างศาลในน้ำปิงไม่ได้  ก็ทำไมมันจะไม่ได้ในเมื่อร้านอาหารริมฝั่งน้ำปิงหลายสิบร้าน  ยังถมน้ำปิงลงไปได้ เมื่อถมแล้วก็ทำเป็นที่ตั้งโต๊ะริมน้ำ
       ที่ชี้แนะให้ทำศาลท้าวกบิลพรหมไปไว้ในน้ำแม่ปิง  ก็เพราะว่า ถ้าได้อ่านประวัติของท่านนั้น เมื่อท่านแพ้ ธรรมบาลในการทายปริศนา ที่ว่า ตอนเช้านั้นราศรีอยู่ที่ใด ตอนบ่ายอยู่ทีใด และตอนเย็นอยู่ที่ใด  ท่านแพ้เพราะว่า "ธรรมบาล" นั้นฟังภาษาสัตว์รู้เรื่อง  เมื่อแพ้ก็ต้องยอมแพ้  ตัดเศียรให้กับ "ธรรมบาล" โดยมีพระราชธิดา เอาพานทองมารองรับเอาไว้  ถ้าเศียรตกลงพื้นดิน ไฟก็จะไหม้โลก ถ้าเศียรนี้ตกลงทะเล  ทะเลก็จะเหือดแห้งไป  จึงเป็นพระเพณีในงานสงกรานต์ที่พระธิดาของท้าวกบิลพรหมจะเปลี่นกันมาดูแลเศียรของท่าน
       แม้แต่ที่หน้าค่ายกาวิละ  ในสมัยเมื่อเป็นเด็กนั้น อาจารย์ประหยัดเดินข้ามน้ำปิงในหน้าแล้งที่นี่บ่อย ๆ ฝั้งน้ำปิงหน้าค่ายนั้นก็มีประมาณไม่เกิน ๑๐ เมตร  ทางทหารเขาก็เอารถมาขุดลอกน้ำปิง  แล้วเอาดินขึ้นมาถมจนฝั้งแม่น้ำปิงขยายออกไป  แล้วก็สร้างอนุสาวรีย์พระเจ้ากาวิละขึ้น  คือทหารก็เอาอย่างชาวบ้าน  เมื่อชาวบ้านเขายืดเอาฝั่งน้ำปิง  ทหารเขาก็เอาบ้าง ใครจะทำไม  เคยถามท่านพีระพล พิชิตไพริน อดีตผู้การของค่ายกาวิละ  ว่าที่ดินริมฝั่งน้ำปิงนั้นเป็นของค่ายหรือ ? ท่านก็ได้แต่หัวเราะ ฮึ ๆ ๆ เท่านั้นเอง
       ทางคุณอุบลพรรณก็มาปรึกษาหลาย ๆ ครั้งแต่ไม่ทำ  ขนาดที่ว่าสมัยนั้นอาจารย์ประหยัด ยังถามองค์ไม่ได้  ก็ไม่นานเกินรอ  นายวรกร ก็กระเด็นออกจากตำแหน่งนายกเล็กไป เป็นดัง "สายน้ำไหลไปแล้วไม่มีวันหวลกลับ" การที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ไม่เพียงแต่สูญเสียตำแหน่ง และอำนาจในการเมืองเท่านั้น  ตันตราภัณฑ์ ๔ สาขาก็สูญเสียไปด้วย  ในการที่จะทำลายคนโง่ที่อวดฉลาดนั้นก็ไม่ยากจนเกินไป  ก็มีคนยุยงให้สร้างเศียร "ท้าวกบิลพรหม" ขึ้นมา  แต่เนื่องจาก "บารมี" ไม่ถึง คำที่ว่า "ไม่เชื่ออย่าลบหลู่" ก็๋กลายเป็นความจริง  พนักงานเทศบาลที่เคยไป เปิดพระโอษฐ์กับอาจารย์ประหยัด  ที่รู้เรื่องนี้พวกเขาก็ต้องเชื่อ  ในเทศบาลนั้นพนักงานส่วนมากจะบูชาเศียรท้าวกบิลพรหม
     ศาลท่านท้าวมหาพรหม ที่สี่แยกราชประสงค์  ตั้งแต่แรกแล้ว พระพรหมองค์ขนาดนี้ก็เอาไว้ในโรงแรมได้  หรือเอาไว้บนโรงแรมก็ได้  แต่ผู้ที่สร้างนั้นรู้จึงมาสร้างศาลเอาไว้ที่หน้าโรงแรม  ผู้ที่สร้างพระรูปท้าวมหาพรหมนี้  องค์บารมีของท่านเป็น "องค์พรหมประกาสิต" เพราะฉะนั้นไม่ต้องสงส้ัยเลยว่า องค์ท้าวมหาพรหมนี้ทำไมจึงศักดิ์สิทธิ์นัก  แม้แต่องค์ตรีมูรติที่อยู่ฝั่งเวอเทรดยังไม่ศักดิ์สิทธิ์เท่า  เพราะว่าผู้สร้างก็คือ อาจารย์สุชาติ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 22, 2010, 10:26:36 PM โดย administrator » บันทึกการเข้า
administrator
Administrator
Hero Member
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 766


"กัมฺมุนา วัตฺตตี โลโก" สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม


เว็บไซต์
« ตอบ #3 เมื่อ: พฤศจิกายน 03, 2009, 10:15:38 AM »

"อายุบวร"

    ประวัติของธรรมบาลกุมาร

        มีเศรษฐีผู้หนึ่งไม่มีบุตรแต่ต้องการบุตรมาก ด้วยถูกนักเลงสุราที่บ้านใกล้กันนั้นกล่าวคำหยาบช้าต่อเศรษฐี ท่านเศรษฐีจึงกล่าวถามว่า "เหตุใดท่านจึงกล่าวดูถูกเราผู้มีสมบัติมาก"  นักเลงสุราตอบกลับว่า "ถึงแม้ท่านเป็นผู้มีสมบัติมาก แต่ท่านก็ไม่มีบุตร เมื่อเสียชีวิตแล้ว สมบัติเหล่านี้ก็สูญเปล่า เรานั้นมีบุตร ย่อมประเสริฐกว่า"

        ท่านเศรษฐีจึงได้จัดพิธีบวงสรวงขอบุตรจากพระอาทิตย์ และพระจันทร์ รอนานสามปีก็มิได้เกิดบุตร เมื่ออาทิตย์ยกขึ้นสู่ราศีเมษ ท่านเศรษฐีจึงพาบริวารไปบวงสรวงขอบุตรจากพระไทร พระไทรมีความเมตตาสงสารเศรษฐีผู้นี้ จึงได้ขึ้นไปบนสวรรค์ทูลขอบุตรจากพระอินทร์ให้แก่เศรษฐีผู้นั้น พระอินทร์จึงให้ธรรมบาลกุมารเทวบุตรลงมาเกิดเป็นบุตรของท่านเศรษฐี

         เมื่อภรรยาของท่านเศรษฐีคลอดบุตร ท่านเศรษฐีได้ปลูกปราสาทเจ็ดชั้นให้อยู่ใต้ต้นไทรริมฝั่งแม่น้ำ และตั้งชื่อให้ว่า "ธรรมบาลกุมาร" ธรรมบาลกุมารนี้เป็นเด็กที่มีปัญญาเฉลียวฉลาดอย่างมาก เรียนรู้ไตรเทพจบเมื่ออายุ ๗ ขวบ อีกทั้งยังสามารถเรียนรู้ภาษานกได้อีกด้วย และได้เป็นอาจารย์บอกมงคลต่างๆ แก่มนุษย์ทั้งปวง  ความดังกล่าวได้ล่วงรู้ถึงท้าวกบิลพรหม ท่านจึงต้องการที่จะทดสอบปัญญาของธรรมบาลกุมาร ท้าวกบิลพรหมจึงได้เสด็จลงมายังโลกมนุษย์ ถามปัญหาธรรมบาลกุมาร ๓ ข้อคือ

        ข้อที่ ๑ เช้าราศีสถิตอยู่แห่งใด
        ข้อที่ ๒ เที่ยงราศีสถิตอยู่แห่งใด
        ข้อที่ ๓ ค่ำราศีสถิตอยู่แห่งใด


      และตกลงกันว่า ถ้าธรรมกุมารสามารถตอบปัญหา ๓ ข้อนี้ได้ ภายใน ๗ วัน จะตัดเศียรของตนบูชาธรรมบาลกุมาร แต่ถ้าธรรมบาลกุมารไม่สามารถตอบปัญหาได้ ธรรมบาลกุมารต้องตัดศีรษะของตนบูชาท้าวกบิลพรหมเช่นกัน

        เวลาล่วงเลยไปถึง ๖ วัน ธรรมบาลกุมารก็ยังไม่สามารถหาคำตอบได้ ด้วยความกลัวอาญาท้าวกบิลพรหม ธรรมบาลกุมารจึงได้หนีไปแอบซ่อนอยู่ใต้ต้นตาลและบนต้นตาลนั้นมีนกอินทรี ๒ ตัว ผัวเมียทำรังอยู่นกอินทรีทั้งสองได้สนทนากันอยู่ในเรื่องการออกไปหากินในวันพรุ่งนี้

        "พรุ่งนี้เราจะไปหากินที่ไหนกันดี" นกอินทรีตัวเมียถาม

        "พรุ่งนี้เราไม่ต้องออกไปหากินไกลหรอก ด้วยพรุ่งนี้ธรรมบาลกุมารจะต้องตัดศรีษะบูชาท้าวกบิลพรหม เนื่องจากตอบปัญหาไม่ได้" นกอินทรีตัวผู้ตอบ

        "น่าสงสารกุมารน้อยยิ่งนัก ท้าวกบิลพรหมก็ช่างถามปัญหาที่มนุษย์เกินจะตอบได้" นกอินทรีตัวเมียรำพึง
        นกอินทรีรู้สึกหมั่นไส้นางนกอินทรีจึงได้บอกถึงคำตอบที่ท้าวกบิลพรหมถามธรรมบาลกุมารให้นางนกอินทรีได้รู้

        "ราศีแห่งมนุษย์นั้นจะสถิตอยู่ที่ร่างกายต่างวาระกัน คือ เวลาเช้าจะสถิตอยู่ที่หน้า มนุษย์จึงต้องล้างหน้า เวลาเที่ยงราศีสถิตอยู่ที่อก มนุษย์จึงต้องปะพรมน้ำที่หน้าอก และเวลาค่ำสถิตอยู่ที่เท้า มนุษย์จึงต้องล้างเท้า จึงจะพ้นอัปรีย์จัญไรทั้งปวง"

        ธรรมบาลกุมารเมื่อได้ยินดังนั้นก็ได้จดจำคำตอบและนำไปบอกแก่ท้าวกบิลพรหม ท้าวกบิลพรหมจึงจำต้องตัดเศียรของตนบูชาธรรมบาลกุมาร แต่เศียรของท้าวกบิลพรหมมีพิษมาก คือ ถ้าตัดแล้วตั้งไว้บนแผ่นดิน แผ่นดินก็จะลุกเป็นไฟ ถ้าโยนขึ้นสู่ท้องฟ้าฝนก็จะตกไม่ถูกต้องตามฤดูกาล และถ้าทิ้งลงมหาสมุทรน้ำก็จะเหือดแห้ง ท้าวกบิลพรหมจึงรับสั่งเรียกธิดาทั้ง ๗ เพื่อให้นำเศียรของท้าวกบิลพรหมไปแห่ประทักษิณรอบเขาพระสุเมรุ ๖๐ นาที แล้วจึงนำไปเก็บไว้ในมณฑปถ้ำธุลีเขาไกรลาศ ครั้นครบกำหนด ๓๖๕ วัน (โลกสมมุติว่าเป็น ๑ ปี) เป็นสงกรานต์ ซึ่งหมายถึงขึ้นปีใหม่นั้นเอง นางสงกรานต์ก็จะต้องนำเศียรของท้าวกบิลพรหมแห่ประทักษิณรอบเขาพระสุเมรุเป็นประจำทุกปี

        นางสงกรานต์ เป็นธิดาของท้าวกบิลพรหมหรือท้าวมหาสงกรานต์ และเป็นนางฟ้าอยู่บนสรวงสวรรค์ชั้นจาตุมหาราช (สวรรค์ชั้นที่ ๑ ในทั้งหมด ๖ ชั้น) ซึ่งมีหน้าที่ในการรับศรีษะของท้าวกบิลพรหมแห่รอบเขาพระสุเมรุในแต่ละรอบปี หรือในวันสงกรานต์นั้นเอง โดยมีเกณฑ์กำหนดที่ว่าวันสงกรานต์ คือวันที่ ๑๓ เมษายน ตรงกับวันใดก็ให้นางสงกรานต์ประจำวันนั้นเป็นผู้แห่ นางสงกรานต์มีทั้งหมด ๗ องค์ ได้แก่

๑.นางสงกรานต์ทุงษเทวีเป็นนางสงกรานต์ประจำวันอาทิตย์ ทัดดอกทับทิม มีปัทมราค (แก้วทับทิม) เป็นเครื่องประดับ ภักษาหาร คือ อุทุมพร (มะเดื่อ) อาวุธคู่กาย พระหัตถ์ ขวาถือจักร พระหัตถ์ซ้ายถือสังข์ เสด็จไสยาสน์เหนือปฤษฎางค์ครุฑ

   ๒. นางสงกรานต์โคราดเทวีเป็นนางสงกรานต์ประจำวันจันทร์ ทัดดอกปีป มีมุกดาหาร (ไข่มุก) เป็นเครื่องประดับภักษาหาร คือ เตละ (น้ำมัน) อาวุธคู่กาย พระหัตถ์ขวาถือพระขรรค์ พระหัตถ์ซ้ายถือไม้เท้า   เสด็จประทับเหนือพยัคฆ์ (เสือ)

 ๓.นางสงกรานต์รากษสเทวีเป็นนางสงกรานต์ประจำวันอังคาร ทัดดอกบัวหลวง มีโมรา (หิน) เป็นเครื่องประดับ ภักษาหาร คือ โลหิต (เลือด) อาวุธคู่กาย พระหัตถ์ขวาถือตรีศูล พระหัตถ์ซ้ายถือธนู   เสด็จประทับเหนือวราหะ (หมู)

    ๔. นางสงกรานต์มัณฑาเทวีเป็นนางสงกรานต์ประจำวันพุธ ทัดดอกจำปา มีไพฑูรย์ (พลอยสีเหลืองแกมเขียว) เป็นเครื่องประดับ ภักษาหาร คือ นมและเนย อาวุธคู่กาย พระหัตถ์ ขวาถือเหล็กแหลม พระหัตถ์ว้ายถือไม้เท้า เสด็จไสยาสน์เหนือปฤษฎางค์คัสพะ (ลา)

    ๕. นางสงกรานต์กิริณีเทวีเป็นนางสงกรานต์ประจำวันพฤหัสบดี ทัดดอกมณฑา (ยี่หุบ) มีมรกตเป็นเครื่องประดับ ภักษาหาร คือ ถั่วและงา อาวุธคู่กาย พระหัตถ์ขวาถือพระขรรค์ พระหัตถ์ซ้ายถือปืน เสด็จไสยาสน์เหนือปฏษฎางค์ชสาร (ช้าง)

    ๖. นางสงกรานต์กิมิทาเทวีเป็นนางสงกรานต์ประจำวันศุกร์ ทัดดอกจงกลนี มีบุษราคัมเป็นเครื่องประดับ ภักษาหาร คือ กล้วยและน้ำ อาวุธคู่กาย พระหัตถ์ขวาถือพระขรรค์ พระหัตถ์ซ้ายถือพิณ เสด็จประทับยืนเหนือมหิงสา (ควาย)
 
   ๗. นางสงกรานต์มโหทรเทวีเป็นนางสงกรานต์ประจำวันเสาร์ ทัดดอกสามหาว (ผักตบชวา) มีนิลรัตน์เป็นเครื่องประดับ ภักษาหาร คือ เนื้อทราย อาวุธคู่กาย พระหัตถ์ขวาถือจักร พระหัตถ์ซ้ายถือตรีศูล เสด็จประทับเหนือมยุราปักษา (นกยูง)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 03, 2009, 10:25:20 AM โดย administrator » บันทึกการเข้า
administrator
Administrator
Hero Member
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 766


"กัมฺมุนา วัตฺตตี โลโก" สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม


เว็บไซต์
« ตอบ #4 เมื่อ: พฤศจิกายน 03, 2009, 10:31:19 AM »

"อายุบวร"

      Shocked ประวัติท้าวกบิลพรหม

 Shocked ท้าวกบิลพรหม หรือ ท้าวมหาพรหม สถิตอยู่บนพรหมโลกชั้นที่ ๓ มหาพรหมภูมิมีหน้าที่สอดส่องดูแลมวลมนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลาย มีพระธิดา ๗ องค์ คือ ทุงษเทวี ราโคเทวี รากษสเทวี มณฑาเทวี กิรินีเทวี กมีทาเทวี และมโหธรเทวี ทรงพระสิริโฉมงดงามยิ่งนัก ประวัติของท้าวกบิลพรหมและพระธิดาทั้ง ๗ เกี่ยวเนื่องกับตำนานสงกรานต์ ได้เล่าขานสืบต่อกันมา

 Shocked สมัยต้นภัทรกัลป์เศรษฐีคนหนึ่งมาพบนักเลงสุราโดยบังเอิญ ได้ถูกนักเลงสุรากล่าวเย้ยหยันดูถูกเศรษฐีว่า ท่านเศรษฐีมีสมบัติก็มากมายมหาศาล แต่จะมีบุตรมาเกิดสักคนไม่ ข้าพเจ้าสิดีกว่าท่านเป็นไหนๆ มีบุตรตั้ง ๒ คนรูปร่างงดงามหมดจดน่ารัก ท่านคงมีเวรมีกรรม ไม่สามารถมีบุตรไว้สืบสกุลอย่างข้าพเจ้าได้ ท่านเศรษฐีมีความละอายใจและน้อยใจตัวเอง เฝ้าแต่คิดว่าจะทำอย่างไร จึงได้จัดเครื่องสังเวยบูชาพระอาทิตย์และพระจันทร์วอนขอบุตรเป็นเวลา ๓ ปี ก็มิได้บุตรตามความปรารถนา ครั้นถึงฤดูคิมหันต์ วันสงกรานต์ เศรษฐีจึงพาบริวารไปยังต้นไทร นำเอาข้าวสารมาล้างน้ำ ๗ ครั้ง แล้วหุงบูชารุกขเทวดา ณ ใต้ต้นไทรนั้นพร้อมด้วยโภชนาหารดอกไม้เครื่องหอม และผ้าแพร ๓ สี ตั้งจิตอธิษฐานขอบุตรต่อรุกขเทวดา ณ พระไทรแห่งนั้น และด้วยความเมตตาสงสาร พระไทรจึงขึ้นไปเฝ้าพระอินทร์ให้ประทานบุตรแก่เศรษฐี พระอินทร์ได้ส่งธรรมบาลเทวบุตร จุติลงมาเกิดเป็นบุตรเศรษฐี มีชื่อว่าธรรมบาลกุมาร มีสติปัญญาความสามารถฉลาดรอบรู้ศิลปศาสตร์ต่างๆ สามารถบอกมงคลกาลเป็นที่ยกย่องแก่คนทั้งหลายในชมพูทวีป

 Shocked จากคำเล่าลือท้าวกบิลพรหมใคร่ทดสอบความสามารถของธรรมบาลกุมาร จึงเสด็จมายังโลกมนุษย์พบกับธรรมบาลกุมาร เพื่อขอถามปัญหา ๓ ข้อโดยมีสัญญาว่า ถ้าธรรมบาลตอบได้ ท้าวกบิลพรหมตัดหัวตนเองขึ้นบูชา ถ้าธรรมบาลตอบไม่ได้ธรรมบาลจะต้องตัดหัวตนเองขึ้นบูชา และให้เวลาคิดปัญหา ๗ วัน ธรรมบาลรับพนันตอบปัญหาท้าวกบิลพรหม ๓ ข้อ

ข้อที่ ๑ เวลาเช้าราศีอยู่ที่ใด
ข้อที่ ๒ เวลาเที่ยงราศีอยู่ที่ใด
ข้อที่ ๓ เวลาค่ำราศีอยู่ที่ใด

 Shocked ธรรมบาลกุมารเฝ้าขบคิดปัญหาคิดเท่าไรก็คิดไม่ออกคงเหลือเวลาอีกเพียง ๑ วัน รู้สึกท้อแท้ใจจึงเดินไปพักคิดอยู่ใต้ต้นไทรใหญ่ ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงนกอินทรีผัวเมียพูดโต้ตอบกันว่า

นกอินทรีตัวผู้พูด "พรุ่งนี้เราจะได้กินเนื้อมนุษย์เป็นอาหารเพราะครบ ๗ วัน ที่ธรรมบาลจะต้องตอบปัญหาท้าวกบิลพรหม ถ้าตอบปัญหาไม่ได้จะต้องถูกตัดหัว"

นกอินทรีตัวเมียพูด "ท่านรู้จักแก้ปัญหานั้นหรือไม่"

นกอินทรีตัวผู้ตอบ "รู้สิ เวลาเช้า ราศีนั้นอยู่ที่หน้าคนทั้งหลายต้องเอาน้ำล้างหน้า เวลาเที่ยง ราศีอยู่ที่อก คนทั้งหลายจึงเอาน้ำมาลูบอก เวลาเย็น ราศีอยู่ที่เท้าคนทั้งหลายต้องเอาน้ำมาล้างเท้า"

ครั้นธรรมบาลกุมารได้ฟังจดจำคำในการแก้ปัญหาได้อย่างแม่นยำ ครบกำหนด ๗ วันตามสัญญา ท้าวกบิลพรหมก็ลงมาตามที่นัดหมายไว้กับธรรมบาลกุมาร ธรรมบาลกุมารแก้ปัญหานั้นได้อย่างคล่องแคล่ว ท้าวกบิลพรหมได้ฟังคำตอบก็กล่าวว่า "เจ้าเป็นผู้ชนะเราเป็นผู้แพ้ จะต้องเสียหัวให้เป็นรางวัลตามสัจจะวาจา"
ท้าวกบิลพรหมได้เรียกพระธิดาทั้ง ๗ องค์ ซึ่งเป็นบาทบริจาริกาของพระอินทร์เข้ามาหาแล้วสั่งความว่า

๑. อย่าให้เศียรของเราตกถึงพื้นดินเป็นอันขาด ถ้าตกถึงพื้นดินเมื่อใดจะเกิดไฟบรรลัยกัลป์ล้างโลก
๒. อย่าให้เศียรของเราตกลงไปในมหาสมุทร น้ำจะแห้งขอดตลอดไป
๓. อย่าทิ้งเศียรของเราลอยไปในอากาศ จะทำให้ฝนแล้งตลอดไป


 Shocked ท้าวกบิลพรหมจึงสั่งให้นางทุงษเทวีนำเอาพานทองมารองรับพระเศียร และให้เทพบริษัททำประทักษิณเวียนรอบเขาพระสุเมรุ แล้วเชิญเข้าประดิษฐานในมณฑลถ้ำคันธธุลี ณ เขาไกรลาส บูชาด้วยเครื่องทิพย์ชื่อ ภควดี ใช้เป็นที่ประชุมเทพยดา แล้วนำเอาเถาฉมูนาคมาล้างในสระอโนดาษ ๗ ครั้ง แล้วแจกจ่ายกันเสวยโดยทั่วกัน และเมื่อครบกำหนด ๑ ปี ถือกันว่าเป็นวันมหาสงกรานต์ เทพบริษัทแสนโกฏิพร้อมด้วยพระธิดาทั้ง ๗ องค์ ผลัดเวรกันเชิญพระเศียรท้าวกบิลพรหมแห่แหนทำประทักษิณไปรอบเขาพระสุเมรุเป็นประจำทุกปี
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: