หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: แนวทางในการปฏิบัติ  (อ่าน 437 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ข้าพเจ้า
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1



เว็บไซต์
« เมื่อ: พฤษภาคม 24, 2010, 06:19:14 PM »

     ข้าพเจ้าเป็นบุคคลภายนอก เป็นคนที่ไม่อยากคุยกับบุคคลอื่นง่าย ๆ เพราะว่าเป็นบุคคลที่มีพร จากองค์เทพองค์หนึ่ง ซึ่งไม่ว่าจะรู้จักหรือไม่รู้จัก เดินผ่านหรือแค่คนอื่นกล่าวถึง ก็จะมองเห็นทั้งอดีต และปัจจุบันที่จะถึง ไม่เกิน 3 วัน ถ้าพูดแบบนี้ก็คงไม่มีใครจะเชื่อ เพราะว่าไม่กล้าบอกใคร ทุกคนจะมองเป็นคนบ้า แต่อยากทราบว่า ข้าพเจ้ามีกรรมและเวรมากใช่หรือเปล่าคะ ที่ต้องบอกเหตุการณ์ บอกความลับของสิ่งที่เห็น แต่ข้าพเจ้าไม่กล้าบอกใครมากนักส่วนมากจะบอกแค่สามี แม้แต่ญาติ บิดา มารดา พี่น้อง ก็ไม่กล้าจะบอกเพราะว่าที่กล้าบอกเพราะสามี ปฏิบัติสายสัญญาอยู่แล้ว แต่บ้างครั้งก็ไม่กล้าจะบอกอะไรมากนักเพราะเค้าจะหาว่าเป็นบ้า บ้างทีเรายังเป็นเด็กอยู่เราก็ไม่รู้ว่าจะบอกกับผู้ใหญ่แบบไหนดี ที่รู้และจำความได้ ตั้งแต่เด็ก อายุ 12 ปี อยู่ ป.6 ก็รู้ว่าตัวเองมองเห็นอะไร ๆ ได้มากมาย ข้อสอบข้อไหนไม่ต้องอ่านก็ได้ รู้ว่าคำตอบคืออะไร แต่ตัวเองความเป็นไปของตัวเองนั้นกลับไม่รู้เลย แต่เวลาจะมีปัญญาและความเดือดร้อนจะมีการมองเห็นก่อน 1-3 วันได้ แต่ไม่มีอะไรถ้าเราแก้ไขทัน
  สรุป พูดง่าย ๆ นะ ข้าพเจ้าไม่รู้จะทำตัวแบบไหน ถึงจะไม่ต้องพบอะไร เจออะไรแบบนี้ที่เป็นอยู่ บางเรื่องข้าพเจ้าก็แก้ให้กับบุคคลใกล้ตัวได้ เพื่อนร่วมงานได้  แต่คำถามที่ย้อนมาถามคือ "หนูตัวได้อย่างไร" คำถามก็เกิดขึ้น ข้าพเจ้าต้องหาข้ออ้างที่ดูดีที่สุด แต่แล้วความที่เราเห็นแบบนี้บ่อย ๆ แล้วก็มีคนมาถามบ่อยครั้งขึ้นว่า "ต่อไปจะเป็นอย่างไร" ข้าพเจ้าก็รู้นะ แต่ก็ลองบบผิด ๆ ไป เพื่อไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับใคร ข้าพเจ้าจะทำแบบไหนถึงจะไม่ต้องช่วยบุคคลอื่นด้วยการมองเห็นและสัมผัส ข้าพเจ้า อยากเป็นคนธรรมดา จะทำแบบไหนดีคะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 25, 2010, 08:47:28 AM โดย administrator » บันทึกการเข้า
administrator
Administrator
Hero Member
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 766


"กัมฺมุนา วัตฺตตี โลโก" สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม


เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: พฤษภาคม 25, 2010, 09:11:24 AM »

"อายุบวร"
 Embarrassed คุณข้าพเจ้านั้นเป็นคนที่มีองค์บารมี น่าจะลงมาประทับร่างเอง  ไม่ใช่ว่าได้รับพรจากเทพองค์หนึ่ง  แต่ความจริงนั้นเทพองค์นี้น่าจะเป็นองค์บารมีประจำสังขาร  ซึ่งแต่ละคนนั้นก็มีกันทุกคนอยู่แล้ว  เพียงแต่ว่าจะมีฤทธิ์มีความสามารถลงประทับร่างได้หรือไม่  หากร่างนั้นเป็นร่างที่ทำแต่ความชั่วหรือไม่ทำบุญทำทานเลย  เทพประจำสังขารก็ไม่สามารถที่จะลงประทับร่างได้  ซึ่งถ้าอยากจะให้เทพประจำสังขารลงประทับร่างได้เหมือนคุณข้าพเจ้า  ก็จะต้องมีการเชิญซึ่งในสายสัญญา-ประยุกต์ เรียกว่า "เปิดพระโอษฐ์"  องค์บารมีที่สามารถลงประทับร่างได้เอง  ส่วนมากจะเก่ง รู้อะไรได้หลาย ๆ อย่าง  แต่จะแก้ไขให้คนอื่นได้ยาก
   บางครั้งเข้าใจผิดที่ว่า สามารถรู้คำตอบของข้อสอบได้เลยนั้น  ถ้าเทพเบื้องบนเก่งถึงขนาดนี้  คุณข้าพเจ้า ก็คงจะต้องจบปริญญาเอกได้ทุกสาขาแล้ว  แม้แต่สาขาวิญญาศาสตร์นั้นก็ไม่จำเป็นต้องไปถามใคร ซึ่งก็จะรู้ได้ทันทีว่า อาจารย์ประหยัด นั้นเป็นอาจารย์สายเทพระดับไหน  ถ้าไม่รู้และมองไม่เห็น ก็แสดงว่า  ร่างหรือสังขารนั้นบารมียังสูงไม่พอเทียบเท่ากับอาจารย์ประหยัด ถ้าสูงเท่ากันหรือสูงกว่า  แม้จะอยู่ห่างไกลกันข้ามโลก ก็จะสามารถมองเห็นคน ๆ นั้น มองเห็นองค์บารมีของผู้นั้น ได้อย่างง่ายดาย  ซึ่งสมมุติว่า คุณข้าพเจ้า นั้นมีองค์บารมีเป็น "สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์" ก็จะรู้ทันทีว่า องค์บารมีของ อาจารย์ประหยัด นั้นเป็นใคร หรือถ้าเป็นองค์พระลักษมีเทวี ก็จะรู้อีกว่า องค์บารมีของ อาจารย์ประหยัด นั้นเป็นใคร
   สายสัญญาที่ยังไม่ได้รับการเปิดพระโอษฐ์ คือพูดภาษาเทพไม่ได้นั้น  ซึ่งข้าพเจ้าเอง(ไม่ใช่ท่าน) นั้นเป็นอยู่เพียงแค่ ๑ ปีเท่านั้นก็มากลายเป็นเหมือนคุณข้าพเจ้า  แต่จะได้ไม่เหมือนคุณข้าพเจ้า  เพราะว่าข้าฯ นั้นอยู่ฝ่ายปราบมาร  เมื่อเข้าายสัญญาตั้งแต่แรกก็ประจุองค์พระธรรมฝ่าย "ปราบ" ทั้งนั้น เป็นเวลา ๑ ปี ซึ่งปัจจุบันนี้ก็ประจุองค์ฝ่ายปราบอยู่เสมอ  ศิษย์อาจารย์ประหยัด ที่เปิดพระโอษฐ์แล้ว มีตาทิพย์ เหมือน คุณข้าพเจ้า นั้น  เวลาเห็นแล้วก็ไม่สามารถแก้ไขให้ได้  สมมุติว่าเห็น "มาร" อยู่ในสังสารของคนที่มาขอความช่วยเหลือ บารมีของคุณข้าพเจ้า จะสามารถปราบ "มาร" ได้หรือ  เทพฝ่าย "หญิง" ที่สามารถปราบมารได้ก็มีอยู่องค์เดียวก็คือ "พระแม่อุมาปางกาลี" เท่านั้นแหละ แต่ถ้าสังขารไม่ปฏิบัติในสายสัญญาก็ปราบมารไม่ได้
   อยู่ไปแบบธรรมดา ทำตัวแบบธรรมดา  โปรดญาติช่วยเหลือคนไป  คนที่เชื่อก็ทำให้ พวกไม่เชื่อก็ไม่จำเป็นที่จะต้องไปช่วยพวกเขาให้เปลืองเวลา  แล้วก็ให้สามีนั้นประจุองค์พระธรรมที่เรียกขานพระนามท่านว่า "องค์นะกุศุล" ให้บ่อย ๆ ทุกวัน  ซึ่งถ้าประจุให้ไป ๕ วันแล้ว ไม่ออกเหตุเห็นผล ก็แสดงว่า สามีนั้นไปยกถาดกับอาจารย์ที่ถูกพระบารมีปลดไปแล้ว  ก็ให้สามีไปยกถาดใหม่  ซึ่งในสายสัญญานั้นจะไม่มีอาจารย์คนใดบอกได้ว่า อาจารย์คนนั้นคนนี้เป็นอาจารย์เก๊  ก็ยกย่องกันไป  ใครที่เข้ามาในสายสัญญานานก็พากันยกหางพวกเดียวกันเป็นอาจารย์หมด  ส่วนไม่ใช่พวกก็ไม่ยอมยกให้เป็นอาจารย์  ซึ่งท่านอาจารย์ประหยัดนั้นเป็นอาจารย์เพราะพระบารมี  ไม่มีมนุษย์คนใดยกให้เป็น แม้แต่อาจารย์ของตนเอง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 25, 2010, 09:21:44 AM โดย administrator » บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: