"อายุบวร"

วันที่ ๑๐ ธ.ค. ตอนบ่ายได้โทรไปหา เจ๊กุง เรียนถามว่าตอนนี้เจ๊กุงอยู่ที่ไหน ปรากฏว่าเจ๊กุงท่านเกือบจะถึงวิหาร อ.บุญมา แล้ว ซึ่งถ้าโทรไปหาเจ๊กุงเมื่อไหร่ ท่านก็จะถามว่า อาจารย์ไม่มาหรือ คือเจ๊กุงท่านชวนให้อาจารย์ประหยัดไปวิหาร อ.บุญมา มาหลายปีแล้ว ก็ไม่รู้ว่าคิดยังไง เมื่อวางสายแล้วก็โทรไปหาหลานชายที่อยู่กรุงเทพฯ บอกแกว่า น้อยพรุ่งนี้พาลุงไปวิหาร อ.บุญมาได้ไหม แกก็บอกว่าได้ ก็เลยไปซื้อตั๋วรถ ๙๙๙ ซึ่งก็พูดในใจว่า ถ้าพระบารมีจะให้ไปก็ขอให้มีที่นั่งเดี่ยว ถ้าไม่มีก็ไม่ไป ปรากฏว่ามีเหลือ ๒ ที่ซึ่งไม่น่าจะมีเพราะว่าปิด ๓ วัน
อาจจะเป็นเพราะว่า มีลูกศิษย์หลาย ๆ คน ที่พูดลับหลัง อาจารย์ประหยัด ว่า มันมีแต่บอกให้คนอื่นไป แต่ตัวมันไม่ไป ซึ่งความจริงนั้นการไปวิหาร อ.บุญมา นั้น สำหรับ อาจารย์ประหยัดแล้ว ง่ายยิ่งกว่าปลอกกล้วยเข้าปากเสียอีก ซึ่งพระบารมีคงจะอยากให้อาจารย์ประหยัดแสดงให้ดูหรืออีกอย่างหนึ่งนั้น พระบารมีก็ต้องการรู้หลาย ๆ อย่าง ถ้าพระบารมีอยากรู้ท่านก็รู้ได้ แต่ท่านไม่สามารถที่จะไปสนทนากับบรรดาลูกศิษย์ อ.บุญมา ได้ ซึ่งเมื่อสนทนาแล้วก็จะรู้เบื้องตื้นลึกหนาบางในการปฏิบัติในสายสัญญาของลูกศิษย์ อ.บุญมา

ไม่ใช่เป็นการไปชม “บารมี” ของ อ.บุญมา แต่เป็นการไปชมบารมีของ “เจ๊กุง” ผู้ซึ่งศิษย์ที่อยู่ในสายสัญญาของ อ.บุญมา ทุกคน จะต้องไปพึ่งบารมีของเจ๊กุง ทุกคนที่ไปวิหาร อ.บุญมา นั้น จะต้องไปกินข้าวของเจ๊กุงทั้งนั้น ไม่ยกเว้นแม้แต่ อ.บุญมา ซึ่งถ้า เจ๊กุง ไม่ไปทำโรงทาน อ.บุญมาก็เหมือนกับว่าขาดแขนขวาไปทันที เจ๊กุงท่านมี “บารมี” สูงมากในด้าน “การให้ทาน” สูงยิ่งกว่า อ.บุญมาเสียอีก ทั้ง ๆ ที่ อ.บุญมา ให้ทานมากกว่าเจ๊กุงเป็นร้อยเท่าพันเท่า แต่ทานที่เอาไปให้นั้นเป็นทานที่มาจากเงินทองของลูกศิษย์ ไม่ได้หามาด้วยตนเอง แต่เจ๊กุงนั้นให้ทานด้วยเงินจากหยาดเหงื่อแรงงานที่ ขายอาหาร มาทั้งปี ซึ่งถ้าไม่รู้จริง อ.ประหยัด ก็คงจะไม่ไปนับถือเจ๊กุงหรอก เพราะรู้นั้นแหละจึงได้สนิทสนมกับเจ๊กุงมาก ไปวิหาร อ.บุญมา ก็จุดประสงค์ที่จะไปกินข้าวฝีมือของผู้เปี่ยมล้นไปด้วยบารมีในด้านทาน ตรงกันข้ามทุกคนที่ไปนั้นเขาไปเพื่อชมบารมี อ.บุญมา
>

ออกจากรุงเทพฯ ๗ โมงกว่า ไปถึง วิหาร อ.บุญมา ก็ตรงไปที่โรงครัวทันที เจอกับ เจ๊กุง ซึ่งใบหน้ามีแต่รอยยิ้ม เจ๊กุงก็พาเข้าไปโรงทานจัดข้าวซอยมาให้ ๒ ชาม ด้วยฝีมือของแม่ครัวใหญ่ แม้จะไม่อร่อยเท่ากับข้าวซอยลำดวนลูกศิษย์ของ อาจารย์ประหยัด แต่ก็ถือว่าอร่อยมากที่สุดที่มีในภาคอีสาน ผู้ใดได้ชิมลิ้มรสก็นับว่าเป็นบุญแล้ว อร่อยเพราะเป็นเงินที่เจ๊กุงท่านหาเองนำมาเป็นทาน

เมื่อเรียบร้อยจากการรับประทานอาหารแล้ว ก็ได้นั่งคุยกับเจ๊กุง และน้องชายเจ๊กุง แล้วก็มีอาจารย์สายสัญญาอีกหลาย ๆ คน น้องชายเจ๊กุงท่านบอกว่า ท่านปฏิบัติเหมือนอย่าง อ.บุญมา ทำ ซึ่งปฏิบัติแบบนี้ท่านบอกว่าจะทำให้ไปอย่างนิ่ม ๆ ไม่หวือหวา เหมือนกับว่าให้ อาจารย์ประหยัด ว่า อาจารย์ประหยัด นั้นเอาสายเทพมาปฏิบัติด้วย จะไม่นิ่ม ซึ่งถ้าเปรียบไปนั้น น้องชายของ เจ๊กุง ยังเรียนรู้ในสายสัญญาน้อยไป เปรียบไปก็เหมือนกับ น้องชายเจ๊กุงเป็นรถเก๋งโตโยต้า แต่อาจารย์ประหยัดนั้นเป็นรถเบ๊นซ์ ๕๐๐ ขับธรรมดา ๆ ก็นิ่มอยู่แล้ว นิ่มยิ่งกว่ารถญี่ปุ่นไม่รู้กี่เท่า แต่ถ้าเวลา แสดงฤทธิ์ก็วิ่งได้เร็วกว่าโตโยต้าโดยรถโตโยต้านั้นมองไม่เห็นฝุ่น เพราะอาจารย์ประหยัดเคยขับรถ บี เอ็ม ด้วยความเร็ว ๑๘๐ แต่มีรถเบ๊นซ์วิ่งแซงไปโดยไม่เห็นฝุ่น ซึ่งก็มีรถคันเดียวเท่านั้นที่แซงอาจารย์ประหยัดได้ ถ้าถามว่าทำไมจึงไม่ไล่หรือแข่งกับรถเบ๊นซ์คันนั้น ก็ตอบได้ว่าเรารู้สมรรถภาพของรถ และสังขาร ของเราดี แล้วก็ไม่มีประโยชน์ที่จะไปขับแข่งกับเขา

ก็ได้ถามชายน้องเจ๊กุงไปว่า เคยอ่านประวัติของพ่อต้นหรือไม่ ซึ่งน้องชายเจ๊กุงเข้ามาในสายสัญญาหลัง อาจารย์ประหยัด ๒ ปี ไม่เคยอ่านประวัติพ่อต้นฯ เลย แต่ อาจารย์ประหยัด นั้น อ่านมาแล้วทุกตัวหนังสือ ๓ เที่ยว เพราะว่าเป็นผู้พิมพ์ประวัติพ่อต้นฯ ด้วยตนเอง เพื่อที่จะเอาไปให้ศิษย์สายสัญญาทั้งหลายอ่านเพื่อจะได้เพิ่มความรู้ให้ก้าวหน้าในสายสัญญา เพียงแค่อ่านตอนที่พ่อต้นฯ ท่านไปบวชพระ เมื่อเวลาท่านสวดมนต์ ท่านจะสวดเป็นภาษาเทพ จนพวกพระที่บวชด้วยกันไปฟ้องเจ้าอาวาส ก็ได้ถูกเรียกไปตักเตือน เพราะว่าเจ้าอาวาสนั้นยังมีบารมีน้อย ยังไม่รู้ถึงเรื่องเทพ-พรหม เรียกในทางโลกว่ายังด้อยปัญญา บวชได้แต่ยังไม่ได้ฌานสมาบัติ หรืออภิญญา ซึ่งมีหลาย ๆ ตอนที่บ่งบอกว่าพ่อต้นฯ ท่านนั้นติดต่อกับเทวดาได้ เป็นผู้ที่เปี่ยมล้นไปด้วยบารมี และเป็นผู้ที่มีองค์เทพมาสวมร่าง ศิษย์พ่อต้นฯ เป็นส่วนมาก ไม่ใช่ว่าพวกเขาโง่ จึงทำให้พ่อต้นฯ ท่านไม่ได้นำเองเรื่องที่พระบารมีมาสวมสังขารสอนหรือพูดให้ฟัง ซึ่งพ่อต้นฯ ท่านก็เห็นเหมือนกับพระพุทธเจ้า เมื่อตรัสรู้แล้ว ก็จะไม่เอาพระธรรมที่ท่านตรัสรู้มาสอนให้มนุษย์ เพราะเห็นว่าสอนไปแล้วคนมันจะไม่เข้าใจ ก็มี “พรหม” องค์หนึ่งมาทูลขอ ให้พระองค์ ท่าน นำพระธรรม ที่พระองค์ ค้นพบมาสั่งสอนมนุษย์ทั่วไป เพราะฉะนั้นในการ “อาราธนาธรรม” จึงขึ้นต้นด้วยคำว่า “พรหมมาจโลกา ธิปติ” เป็นการระลึกนึกถึงพระคุณของพระพรหมองค์นั้น

ก็มี “พระ” หลาย ๆ ท่านที่พูดจากถึงองค์เทพแบบไม่มองเห็นอยู่ในสายตา แต่เวลาอาราธนาธรรม มันก็ขึ้นต้นด้วยคำว่า “พรหมมา” ซึ่งคงจะไม่รู้จริง น่าจะไปยกย่องพวกเดียวกันด้วยการอาราธนาธรรม ด้วยการขึ้นต้นว่า “พระมา จโรกา” เพราะมี “อวิชชา” แม้บวชเป็นพระแล้วก็ยังไม่ศึกษาให้ท่องแท้ แล้วก็มีลูกศิษย์ในสายสัญญา สาย อ.บุญมา นี่แหละ เป็นส่วนมากที่ไม่เคยอ่านประวัติพ่อต้นฯ แม้แต่อ่านแล้วก็ยังไม่สามารถเรียนรู้ “แกะ” ออกมาให้เข้าใจถึงวิธีการที่พ่อต้นฯ ท่านได้ปฏิบัติมา เปรียบไปก็เหมือนศิษย์เหล่านี้เป็นเพียงแค่ “กระพี้” ซึ่งไม่ใช่ว่าเป็นเพียงแค่ ศิษย์ ของ อ.บุญมา เท่านั้น ที่ไม่เคยอ่านประวัติพ่อต้นฯ แม้แต่ลูกศิษย์อาจารย์ประหยัดเอง ที่ได้รับแผ่น VCD ที่มีประวัติพ่อต้นฯ อยู่ในนั้น แจกไปแล้วหลายร้อยแผ่น เพราะโง่แล้วคิดว่าตัวเองฉลาดนั้นจึงไม่อ่าน แล้วในที่สุดก็ค่อย ๆ หายหน้าไปจากสายสัญญา

ทำไมเมื่อพ่อต้นฯ สึกออกจากพระมา มาเรียนรู้ในสายสัญญา ซึ่งพูดไปก็เป็นสายเทพนั่นแหละ เมื่อพ่อต้นฯ รู้จริงน่าจะกลับไปบวชเป็นพระ แต่ที่รู้จริงนั้นท่านรู้ว่าท่านไม่มีหน้าที่ที่จะเป็นพระ เพราะฉะนั้นพ่อต้นฯจึงมาทำหน้าที่เป็น “ต้นบรมครูสายสัญญา” พ่อต้นฯ ท่านได้องค์พระธรรม มาจาก เทพ-เทวดา ที่นำมามอบให้พ่อต้นฯ เพื่อนำไปโปรดสัตว์โลก ท่านเห็นด้วยจักษุทิพย์ จิตทิพย์ และหูทิพย์ จึงได้องค์พระธรรมจากเทวดามากมายหลายหมื่นองค์มา เพราะความโง่งี่เง่าของศิษย์สายสัญญาที่ยังไม่รู้ถึงประวัติพ่อต้นฯ จึงได้เกิดการแอนตี้ในเรื่อง เจ้าทรง หรือทรงเจ้า ถ้าพูดไปก็น่าจะพูดว่า“พวกเอ็งนะมันโง่” พ่อต้นฯ ท่านทรงตั้งแต่บวชเป็นพระแล้วพวกเอ็งไม่รู้เหรอ ซึ่งถ้ามีโอกาสได้อ่านข้อความที่อาจารย์ประหยัดเขียนแล้ว ไม่นำไปคิดพิจารณาก็คงจะเป็นสายสัญญาแบบคิดเอาเองว่า“กูนี้แน่” เพราะอยู่ในสายสัญญามานานหลายสิบปี จริง ๆ แล้วรู้เพียงแค่หางอึ่งมีบารมีเพียงแค่ไล่ผีตัวเล็ก ๆ เท่านั้นเอง ก็น่าจะเก่งแล้วนะ

เวลาประมาณ ๑๕.๐๐ น. ก็ขอตัวจากเจ๊กุงกลับไป พักผ่อน อาบน้ำอาบท่า วิ่งรถจากวิหาร อ.บุญมา ไป อ.นางรอง ประมาณ ๒๔ ก.ม. หลานชายมันก็บอกว่ายังเช้าอยู่ ไปเที่ยวปราสาทเขาพนมรุ้งดีกว่า ระยะทางก็ ๒๗ ก.ม. ความจริงก็ไม่อยากไปหรอก เพราะว่าที่ไปดูนั้นก็ไปดูหินเก่าๆ ผุๆ ที่พวกเขมรมันมาสร้างเอาไว้ ผ่านมาสิบกว่าปีไปครั้งที่ ๓ เสียค่าดู “หินผุ” ๒๐.-บาท สมใจอยากหลานชายแล้วก็กลับไปหาโรงแรมนอน ก็ไปพักที่ Nangrong Hotel โทร.0-4463-1014 ราคา ๔๕๐.๐๐ บาท เพี๊ยบไม่มีตู้เย็น ไม่มีไม้แขนเสื้อ นอนได้ ๓ คน ๒ เตียง อาบน้ำเสร็จก็ออกจากโรงแรมไปรับประทานข้าว ขาหมู ๑ จาน คะน้าปลาเค็ม ๑ จาน ข้าว ๓ น้ำ ๑ ๑๘๐.๐๐ บาท อร่อยมาก คราวต่อไปจะไม่มากินอีก เพราะสู้ขาหมูภูเก็ตบนแอร์พอร์ตไม่ได้ จากนั้นก็เดินทางไปวิหาร อ.บุญมาอีก ไปได้ประมาณ ๒๐ ก.ม. ข้างหน้าก็รถติดยาวประมาณ ๑๐๐ เมตร ก็ให้หลานชายแซงขึ้นไป ปรากฏว่าบนสะพานมีรถพ่วงชนหัวสะพาน เหมือนกับหักรถเป็นสองท่อนแล้วก็ยัดไว้บนสะพาน ก็ไปยืนดูว่าเขาจะทำยังไงเอาออก ๑ ช.ม.ก็ยังทำอะไรไม่ได้ เพราะตัดพ่วงออกไม่ได้ ก็เป็นอันว่าไปวิหารไม่ได้ เพราะว่าพระบารมีเขาไม่ให้ไป ทั้ง ๆ ที่เป็นทางตรง คนขับมันเก่งเอารถพ่วงไปปิดสะพานเอาไว้ไม่ให้กูไป ก็กลับไปโรงแรม รุ่งเช้าก็ถามองค์บารมีว่า ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ไม่ต้องการให้ อาจารย์ประหยัดกลับไปที่วิหาร อาจารย์บุญมา ใช่ใหม่ แล้ววันนี้จะให้ไปไหม ท่านก็บอกว่ากลับบ้านได้แล้ว ก็เลยเดินทางกลับเชียงใหม่ โดยไม่ได้ไปในงานพิธีของ อ.บุญมา

ในตอนกลางวันนั้น ไม่คิดว่าจะเข้าไปหาอ.บุญมาเลย พอดีเดินไปที่รถไปเอาเอกสารมาให้ เจ๊กุง ก็ไปเจอ อ.บุญมา เดินออกมาจากที่พัก ก็เข้าไปยกมือไหว้ในฐานะที่ท่านเป็นศิษย์พ่อต้นฯ อ.บุญมาไม่ยอมยิ้มให้เลย ทำหน้าบูดเหมือนอมฟักร้อนไว้ในปาก จริง ๆ แล้วท่านก็คงอยากจะแยกเขี้ยวยิ้มเหมือน สุนักข์กำลังจะกัดกัน ท่านก็ไม่อยากเสวนาก็อาจารย์ประหยัดหรอก จึงไม่เชิญ ไม่ถามว่ามีที่พักหรือยัง ซึ่งเป็นการแสดงมารยาทที่ดีของ อาจารย์สายสัญญา ที่คิดว่าตัวเองนั้นโด่งดังที่สุดในประเทศสยาม มารยาทแบบนี้ถ้ายังไม่ทราบว่าเขาไม่แสดงการต้อนรับ ก็ไม่รู้ว่า คุณมึงโง่อะป่าว จะเข้าใจหรือไม่ ความจริงอาจารย์ประหยัดก็ไม่ได้คิดมาก เพราะว่าได้จ๊วกอาจารย์บุญมาในเว็บไว้มากเหมือนกัน แต่เมื่อองค์บารมีรู้เห็นไม่พอใจก็จึงได้แสดงอภินิหาร เอารถพ่วงมายัดไว้บนสะพาน ถ้าอาจารย์ประหยัดยังโง่ในวันที่ ๑๒ ยังกับไปงาน อ.บุญมาอีก ก็น่าจะถูกลงโทษจากองค์พระบารมีประจำสังขาร ซึ่งแต่ก่อนเมื่อ ๑๗ ปีผ่านมานั้น คนเรา (อาจารย์ประหยัด) ยังโง่อยู่ แต่เวลานี้มันไม่ได้โง่เหมือนเดิมแล้ว เข้าตำราที่ว่าอย่า “แก่เพราะกินข้าว เฒ่าเพราะอยู่นาน แบบนี้เลิกไปตั้งนานแล้ว

เมื่อปี ๒๕๓๖ อ.บุญมา ได้เปิดสังฆทาน ด้วยตาทิพย์ ให้ อาจารย์ประหยัด ด้วยสังฆทาน ๗๙ พลา เพื่อแก้ไขกรรม แต่มาในวันนี้ถ้า อ.บุญมา มีตาทิพย์จริง ก็น่าจะเห็นว่าในร่างของ อาจารย์ประหยัดนั้นเป็นองค์อะไร อ.บุญมารวมทั้งบารมีที่สร้างมานั้น บารมีไม่ได้เหนือองค์ "ตรีมูรติ" หรอก แล้วก็ไม่ได้เทียบเท่าองค์พระนารถพรหมฤษี บารมีในการสร้างสมในสายสัญญามันคนละเส้นทางกับ อาจารย์ประหยัด แต่ไม่ควรโกหกในเรื่องการทำสังฆทาน เพราะว่าไม่เห็นจริงก็ไม่ควรจะเปิดสังฆทานให้กับ อาจารย์ประหยัด ขนาดที่ว่าเห็นกรรมเก่าได้ ก็น่าจะเห็นองค์บารมี ของ อาจารย์ประหยัด ได้ แล้วองค์สำคัญที่น่าจะเห็นก็ไม่เห็น เพราะว่ามีแต่ตาทิพย์ราคาคุยเท่านั้นเอง ไม่มีสำภเวสีใด ๆ ที่จะเห็นองค์เทวดาของ อาจารย์ประหยัดได้หรอก

ใครที่คิดจะไปชมบารมี อ.บุญมา แล้ว ก็ต้องเตรียมใจผิดหวังเอาไว้ก่อน เพราะถ้าไม่มีลูกศิษย์ของ อ.บุญมาพาไป ก็จะไม่ได้อะไรเลย หากใส่ซองสักห้าพันบาท น่าจะได้องค์พระธรรมติดหัวมาสัก ๑๐ องค์ก็คุ้มราคาค่าเงินแล้ว