หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ไปวิหารใหญ่ ๑๑ ธ.ค.๕๓  (อ่าน 487 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
administrator
Administrator
Hero Member
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 767


"กัมฺมุนา วัตฺตตี โลโก" สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม


เว็บไซต์
« เมื่อ: ธันวาคม 13, 2010, 09:59:01 AM »

"อายุบวร"
 Grin วันที่ ๑๐ ธ.ค. ตอนบ่ายได้โทรไปหา เจ๊กุง เรียนถามว่าตอนนี้เจ๊กุงอยู่ที่ไหน  ปรากฏว่าเจ๊กุงท่านเกือบจะถึงวิหาร อ.บุญมา แล้ว  ซึ่งถ้าโทรไปหาเจ๊กุงเมื่อไหร่  ท่านก็จะถามว่า อาจารย์ไม่มาหรือ  คือเจ๊กุงท่านชวนให้อาจารย์ประหยัดไปวิหาร อ.บุญมา มาหลายปีแล้ว  ก็ไม่รู้ว่าคิดยังไง  เมื่อวางสายแล้วก็โทรไปหาหลานชายที่อยู่กรุงเทพฯ บอกแกว่า น้อยพรุ่งนี้พาลุงไปวิหาร อ.บุญมาได้ไหม แกก็บอกว่าได้ ก็เลยไปซื้อตั๋วรถ ๙๙๙ ซึ่งก็พูดในใจว่า  ถ้าพระบารมีจะให้ไปก็ขอให้มีที่นั่งเดี่ยว ถ้าไม่มีก็ไม่ไป ปรากฏว่ามีเหลือ ๒ ที่ซึ่งไม่น่าจะมีเพราะว่าปิด ๓ วัน อาจจะเป็นเพราะว่า มีลูกศิษย์หลาย ๆ คน  ที่พูดลับหลัง อาจารย์ประหยัด ว่า มันมีแต่บอกให้คนอื่นไป  แต่ตัวมันไม่ไป ซึ่งความจริงนั้นการไปวิหาร อ.บุญมา นั้น สำหรับ อาจารย์ประหยัดแล้ว ง่ายยิ่งกว่าปลอกกล้วยเข้าปากเสียอีก ซึ่งพระบารมีคงจะอยากให้อาจารย์ประหยัดแสดงให้ดูหรืออีกอย่างหนึ่งนั้น  พระบารมีก็ต้องการรู้หลาย ๆ อย่าง ถ้าพระบารมีอยากรู้ท่านก็รู้ได้ แต่ท่านไม่สามารถที่จะไปสนทนากับบรรดาลูกศิษย์ อ.บุญมา ได้  ซึ่งเมื่อสนทนาแล้วก็จะรู้เบื้องตื้นลึกหนาบางในการปฏิบัติในสายสัญญาของลูกศิษย์ อ.บุญมา
    Cryไม่ใช่เป็นการไปชม “บารมี” ของ อ.บุญมา  แต่เป็นการไปชมบารมีของ “เจ๊กุง” ผู้ซึ่งศิษย์ที่อยู่ในสายสัญญาของ อ.บุญมา ทุกคน  จะต้องไปพึ่งบารมีของเจ๊กุง  ทุกคนที่ไปวิหาร อ.บุญมา นั้น  จะต้องไปกินข้าวของเจ๊กุงทั้งนั้น ไม่ยกเว้นแม้แต่ อ.บุญมา  ซึ่งถ้า เจ๊กุง ไม่ไปทำโรงทาน อ.บุญมาก็เหมือนกับว่าขาดแขนขวาไปทันที  เจ๊กุงท่านมี “บารมี” สูงมากในด้าน “การให้ทาน” สูงยิ่งกว่า อ.บุญมาเสียอีก  ทั้ง ๆ ที่ อ.บุญมา ให้ทานมากกว่าเจ๊กุงเป็นร้อยเท่าพันเท่า  แต่ทานที่เอาไปให้นั้นเป็นทานที่มาจากเงินทองของลูกศิษย์  ไม่ได้หามาด้วยตนเอง  แต่เจ๊กุงนั้นให้ทานด้วยเงินจากหยาดเหงื่อแรงงานที่ ขายอาหาร มาทั้งปี  ซึ่งถ้าไม่รู้จริง อ.ประหยัด ก็คงจะไม่ไปนับถือเจ๊กุงหรอก เพราะรู้นั้นแหละจึงได้สนิทสนมกับเจ๊กุงมาก  ไปวิหาร อ.บุญมา ก็จุดประสงค์ที่จะไปกินข้าวฝีมือของผู้เปี่ยมล้นไปด้วยบารมีในด้านทาน ตรงกันข้ามทุกคนที่ไปนั้นเขาไปเพื่อชมบารมี อ.บุญมา
    >Cheesy ออกจากรุงเทพฯ ๗ โมงกว่า ไปถึง วิหาร อ.บุญมา  ก็ตรงไปที่โรงครัวทันที  เจอกับ เจ๊กุง ซึ่งใบหน้ามีแต่รอยยิ้ม  เจ๊กุงก็พาเข้าไปโรงทานจัดข้าวซอยมาให้ ๒ ชาม ด้วยฝีมือของแม่ครัวใหญ่  แม้จะไม่อร่อยเท่ากับข้าวซอยลำดวนลูกศิษย์ของ อาจารย์ประหยัด  แต่ก็ถือว่าอร่อยมากที่สุดที่มีในภาคอีสาน  ผู้ใดได้ชิมลิ้มรสก็นับว่าเป็นบุญแล้ว อร่อยเพราะเป็นเงินที่เจ๊กุงท่านหาเองนำมาเป็นทาน  
    Embarrassed เมื่อเรียบร้อยจากการรับประทานอาหารแล้ว  ก็ได้นั่งคุยกับเจ๊กุง และน้องชายเจ๊กุง แล้วก็มีอาจารย์สายสัญญาอีกหลาย ๆ คน  น้องชายเจ๊กุงท่านบอกว่า ท่านปฏิบัติเหมือนอย่าง อ.บุญมา ทำ ซึ่งปฏิบัติแบบนี้ท่านบอกว่าจะทำให้ไปอย่างนิ่ม ๆ ไม่หวือหวา  เหมือนกับว่าให้ อาจารย์ประหยัด ว่า อาจารย์ประหยัด นั้นเอาสายเทพมาปฏิบัติด้วย จะไม่นิ่ม  ซึ่งถ้าเปรียบไปนั้น น้องชายของ เจ๊กุง ยังเรียนรู้ในสายสัญญาน้อยไป  เปรียบไปก็เหมือนกับ น้องชายเจ๊กุงเป็นรถเก๋งโตโยต้า  แต่อาจารย์ประหยัดนั้นเป็นรถเบ๊นซ์ ๕๐๐ ขับธรรมดา ๆ ก็นิ่มอยู่แล้ว  นิ่มยิ่งกว่ารถญี่ปุ่นไม่รู้กี่เท่า แต่ถ้าเวลา แสดงฤทธิ์ก็วิ่งได้เร็วกว่าโตโยต้าโดยรถโตโยต้านั้นมองไม่เห็นฝุ่น  เพราะอาจารย์ประหยัดเคยขับรถ บี เอ็ม ด้วยความเร็ว ๑๘๐ แต่มีรถเบ๊นซ์วิ่งแซงไปโดยไม่เห็นฝุ่น  ซึ่งก็มีรถคันเดียวเท่านั้นที่แซงอาจารย์ประหยัดได้  ถ้าถามว่าทำไมจึงไม่ไล่หรือแข่งกับรถเบ๊นซ์คันนั้น  ก็ตอบได้ว่าเรารู้สมรรถภาพของรถ และสังขาร ของเราดี  แล้วก็ไม่มีประโยชน์ที่จะไปขับแข่งกับเขา
     Angry ก็ได้ถามชายน้องเจ๊กุงไปว่า เคยอ่านประวัติของพ่อต้นหรือไม่  ซึ่งน้องชายเจ๊กุงเข้ามาในสายสัญญาหลัง อาจารย์ประหยัด ๒ ปี  ไม่เคยอ่านประวัติพ่อต้นฯ เลย  แต่ อาจารย์ประหยัด นั้น อ่านมาแล้วทุกตัวหนังสือ ๓ เที่ยว เพราะว่าเป็นผู้พิมพ์ประวัติพ่อต้นฯ ด้วยตนเอง  เพื่อที่จะเอาไปให้ศิษย์สายสัญญาทั้งหลายอ่านเพื่อจะได้เพิ่มความรู้ให้ก้าวหน้าในสายสัญญา  เพียงแค่อ่านตอนที่พ่อต้นฯ ท่านไปบวชพระ  เมื่อเวลาท่านสวดมนต์ ท่านจะสวดเป็นภาษาเทพ จนพวกพระที่บวชด้วยกันไปฟ้องเจ้าอาวาส  ก็ได้ถูกเรียกไปตักเตือน  เพราะว่าเจ้าอาวาสนั้นยังมีบารมีน้อย ยังไม่รู้ถึงเรื่องเทพ-พรหม  เรียกในทางโลกว่ายังด้อยปัญญา  บวชได้แต่ยังไม่ได้ฌานสมาบัติ หรืออภิญญา  ซึ่งมีหลาย ๆ ตอนที่บ่งบอกว่าพ่อต้นฯ ท่านนั้นติดต่อกับเทวดาได้  เป็นผู้ที่เปี่ยมล้นไปด้วยบารมี และเป็นผู้ที่มีองค์เทพมาสวมร่าง ศิษย์พ่อต้นฯ เป็นส่วนมาก ไม่ใช่ว่าพวกเขาโง่  จึงทำให้พ่อต้นฯ ท่านไม่ได้นำเองเรื่องที่พระบารมีมาสวมสังขารสอนหรือพูดให้ฟัง  ซึ่งพ่อต้นฯ ท่านก็เห็นเหมือนกับพระพุทธเจ้า เมื่อตรัสรู้แล้ว ก็จะไม่เอาพระธรรมที่ท่านตรัสรู้มาสอนให้มนุษย์ เพราะเห็นว่าสอนไปแล้วคนมันจะไม่เข้าใจ ก็มี “พรหม” องค์หนึ่งมาทูลขอ ให้พระองค์ ท่าน นำพระธรรม ที่พระองค์ ค้นพบมาสั่งสอนมนุษย์ทั่วไป เพราะฉะนั้นในการ “อาราธนาธรรม” จึงขึ้นต้นด้วยคำว่า “พรหมมาจโลกา ธิปติ” เป็นการระลึกนึกถึงพระคุณของพระพรหมองค์นั้น
  Angry ก็มี “พระ” หลาย ๆ ท่านที่พูดจากถึงองค์เทพแบบไม่มองเห็นอยู่ในสายตา  แต่เวลาอาราธนาธรรม มันก็ขึ้นต้นด้วยคำว่า “พรหมมา” ซึ่งคงจะไม่รู้จริง น่าจะไปยกย่องพวกเดียวกันด้วยการอาราธนาธรรม ด้วยการขึ้นต้นว่า “พระมา จโรกา” เพราะมี “อวิชชา” แม้บวชเป็นพระแล้วก็ยังไม่ศึกษาให้ท่องแท้  แล้วก็มีลูกศิษย์ในสายสัญญา สาย อ.บุญมา นี่แหละ เป็นส่วนมากที่ไม่เคยอ่านประวัติพ่อต้นฯ แม้แต่อ่านแล้วก็ยังไม่สามารถเรียนรู้ “แกะ” ออกมาให้เข้าใจถึงวิธีการที่พ่อต้นฯ ท่านได้ปฏิบัติมา เปรียบไปก็เหมือนศิษย์เหล่านี้เป็นเพียงแค่ “กระพี้”  ซึ่งไม่ใช่ว่าเป็นเพียงแค่ ศิษย์ ของ อ.บุญมา เท่านั้น ที่ไม่เคยอ่านประวัติพ่อต้นฯ แม้แต่ลูกศิษย์อาจารย์ประหยัดเอง  ที่ได้รับแผ่น VCD ที่มีประวัติพ่อต้นฯ อยู่ในนั้น  แจกไปแล้วหลายร้อยแผ่น  เพราะโง่แล้วคิดว่าตัวเองฉลาดนั้นจึงไม่อ่าน  แล้วในที่สุดก็ค่อย ๆ หายหน้าไปจากสายสัญญา
    Wink ทำไมเมื่อพ่อต้นฯ สึกออกจากพระมา  มาเรียนรู้ในสายสัญญา ซึ่งพูดไปก็เป็นสายเทพนั่นแหละ  เมื่อพ่อต้นฯ รู้จริงน่าจะกลับไปบวชเป็นพระ  แต่ที่รู้จริงนั้นท่านรู้ว่าท่านไม่มีหน้าที่ที่จะเป็นพระ เพราะฉะนั้นพ่อต้นฯจึงมาทำหน้าที่เป็น “ต้นบรมครูสายสัญญา”  พ่อต้นฯ ท่านได้องค์พระธรรม มาจาก เทพ-เทวดา ที่นำมามอบให้พ่อต้นฯ เพื่อนำไปโปรดสัตว์โลก  ท่านเห็นด้วยจักษุทิพย์ จิตทิพย์ และหูทิพย์  จึงได้องค์พระธรรมจากเทวดามากมายหลายหมื่นองค์มา  เพราะความโง่งี่เง่าของศิษย์สายสัญญาที่ยังไม่รู้ถึงประวัติพ่อต้นฯ จึงได้เกิดการแอนตี้ในเรื่อง เจ้าทรง หรือทรงเจ้า ถ้าพูดไปก็น่าจะพูดว่า“พวกเอ็งนะมันโง่” พ่อต้นฯ ท่านทรงตั้งแต่บวชเป็นพระแล้วพวกเอ็งไม่รู้เหรอ ซึ่งถ้ามีโอกาสได้อ่านข้อความที่อาจารย์ประหยัดเขียนแล้ว  ไม่นำไปคิดพิจารณาก็คงจะเป็นสายสัญญาแบบคิดเอาเองว่า“กูนี้แน่” เพราะอยู่ในสายสัญญามานานหลายสิบปี  จริง ๆ แล้วรู้เพียงแค่หางอึ่งมีบารมีเพียงแค่ไล่ผีตัวเล็ก ๆ เท่านั้นเอง ก็น่าจะเก่งแล้วนะ
    Cry เวลาประมาณ ๑๕.๐๐ น. ก็ขอตัวจากเจ๊กุงกลับไป  พักผ่อน อาบน้ำอาบท่า  วิ่งรถจากวิหาร อ.บุญมา ไป อ.นางรอง ประมาณ ๒๔ ก.ม.  หลานชายมันก็บอกว่ายังเช้าอยู่  ไปเที่ยวปราสาทเขาพนมรุ้งดีกว่า  ระยะทางก็ ๒๗ ก.ม. ความจริงก็ไม่อยากไปหรอก  เพราะว่าที่ไปดูนั้นก็ไปดูหินเก่าๆ ผุๆ ที่พวกเขมรมันมาสร้างเอาไว้  ผ่านมาสิบกว่าปีไปครั้งที่ ๓ เสียค่าดู “หินผุ” ๒๐.-บาท  สมใจอยากหลานชายแล้วก็กลับไปหาโรงแรมนอน  ก็ไปพักที่ Nangrong Hotel  โทร.0-4463-1014 ราคา ๔๕๐.๐๐ บาท เพี๊ยบไม่มีตู้เย็น ไม่มีไม้แขนเสื้อ นอนได้ ๓ คน ๒ เตียง  อาบน้ำเสร็จก็ออกจากโรงแรมไปรับประทานข้าว ขาหมู  ๑ จาน คะน้าปลาเค็ม ๑ จาน ข้าว ๓ น้ำ ๑ ๑๘๐.๐๐ บาท อร่อยมาก คราวต่อไปจะไม่มากินอีก  เพราะสู้ขาหมูภูเก็ตบนแอร์พอร์ตไม่ได้  จากนั้นก็เดินทางไปวิหาร อ.บุญมาอีก ไปได้ประมาณ ๒๐ ก.ม. ข้างหน้าก็รถติดยาวประมาณ ๑๐๐ เมตร  ก็ให้หลานชายแซงขึ้นไป ปรากฏว่าบนสะพานมีรถพ่วงชนหัวสะพาน  เหมือนกับหักรถเป็นสองท่อนแล้วก็ยัดไว้บนสะพาน  ก็ไปยืนดูว่าเขาจะทำยังไงเอาออก ๑ ช.ม.ก็ยังทำอะไรไม่ได้  เพราะตัดพ่วงออกไม่ได้  ก็เป็นอันว่าไปวิหารไม่ได้ เพราะว่าพระบารมีเขาไม่ให้ไป  ทั้ง ๆ ที่เป็นทางตรง คนขับมันเก่งเอารถพ่วงไปปิดสะพานเอาไว้ไม่ให้กูไป  ก็กลับไปโรงแรม  รุ่งเช้าก็ถามองค์บารมีว่า ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ไม่ต้องการให้ อาจารย์ประหยัดกลับไปที่วิหาร อาจารย์บุญมา ใช่ใหม่  แล้ววันนี้จะให้ไปไหม ท่านก็บอกว่ากลับบ้านได้แล้ว  ก็เลยเดินทางกลับเชียงใหม่ โดยไม่ได้ไปในงานพิธีของ อ.บุญมา  
 Undecided ในตอนกลางวันนั้น ไม่คิดว่าจะเข้าไปหาอ.บุญมาเลย  พอดีเดินไปที่รถไปเอาเอกสารมาให้ เจ๊กุง ก็ไปเจอ อ.บุญมา เดินออกมาจากที่พัก ก็เข้าไปยกมือไหว้ในฐานะที่ท่านเป็นศิษย์พ่อต้นฯ  อ.บุญมาไม่ยอมยิ้มให้เลย ทำหน้าบูดเหมือนอมฟักร้อนไว้ในปาก  จริง ๆ แล้วท่านก็คงอยากจะแยกเขี้ยวยิ้มเหมือน สุนักข์กำลังจะกัดกัน  ท่านก็ไม่อยากเสวนาก็อาจารย์ประหยัดหรอก  จึงไม่เชิญ ไม่ถามว่ามีที่พักหรือยัง ซึ่งเป็นการแสดงมารยาทที่ดีของ อาจารย์สายสัญญา ที่คิดว่าตัวเองนั้นโด่งดังที่สุดในประเทศสยาม มารยาทแบบนี้ถ้ายังไม่ทราบว่าเขาไม่แสดงการต้อนรับ ก็ไม่รู้ว่า คุณมึงโง่อะป่าว จะเข้าใจหรือไม่  ความจริงอาจารย์ประหยัดก็ไม่ได้คิดมาก เพราะว่าได้จ๊วกอาจารย์บุญมาในเว็บไว้มากเหมือนกัน แต่เมื่อองค์บารมีรู้เห็นไม่พอใจก็จึงได้แสดงอภินิหาร เอารถพ่วงมายัดไว้บนสะพาน  ถ้าอาจารย์ประหยัดยังโง่ในวันที่ ๑๒ ยังกับไปงาน อ.บุญมาอีก ก็น่าจะถูกลงโทษจากองค์พระบารมีประจำสังขาร  ซึ่งแต่ก่อนเมื่อ ๑๗ ปีผ่านมานั้น คนเรา (อาจารย์ประหยัด) ยังโง่อยู่  แต่เวลานี้มันไม่ได้โง่เหมือนเดิมแล้ว เข้าตำราที่ว่าอย่า “แก่เพราะกินข้าว เฒ่าเพราะอยู่นาน  แบบนี้เลิกไปตั้งนานแล้ว
  เมื่อปี ๒๕๓๖ อ.บุญมา ได้เปิดสังฆทาน ด้วยตาทิพย์ ให้ อาจารย์ประหยัด ด้วยสังฆทาน ๗๙ พลา เพื่อแก้ไขกรรม  แต่มาในวันนี้ถ้า อ.บุญมา มีตาทิพย์จริง  ก็น่าจะเห็นว่าในร่างของ อาจารย์ประหยัดนั้นเป็นองค์อะไร อ.บุญมารวมทั้งบารมีที่สร้างมานั้น บารมีไม่ได้เหนือองค์ "ตรีมูรติ" หรอก แล้วก็ไม่ได้เทียบเท่าองค์พระนารถพรหมฤษี  บารมีในการสร้างสมในสายสัญญามันคนละเส้นทางกับ อาจารย์ประหยัด  แต่ไม่ควรโกหกในเรื่องการทำสังฆทาน  เพราะว่าไม่เห็นจริงก็ไม่ควรจะเปิดสังฆทานให้กับ อาจารย์ประหยัด ขนาดที่ว่าเห็นกรรมเก่าได้ ก็น่าจะเห็นองค์บารมี ของ อาจารย์ประหยัด ได้ แล้วองค์สำคัญที่น่าจะเห็นก็ไม่เห็น เพราะว่ามีแต่ตาทิพย์ราคาคุยเท่านั้นเอง  ไม่มีสำภเวสีใด ๆ ที่จะเห็นองค์เทวดาของ อาจารย์ประหยัดได้หรอก
  ใครที่คิดจะไปชมบารมี อ.บุญมา แล้ว  ก็ต้องเตรียมใจผิดหวังเอาไว้ก่อน เพราะถ้าไม่มีลูกศิษย์ของ อ.บุญมาพาไป ก็จะไม่ได้อะไรเลย หากใส่ซองสักห้าพันบาท น่าจะได้องค์พระธรรมติดหัวมาสัก ๑๐ องค์ก็คุ้มราคาค่าเงินแล้ว
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 07, 2011, 09:52:11 AM โดย administrator » บันทึกการเข้า
administrator
Administrator
Hero Member
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 767


"กัมฺมุนา วัตฺตตี โลโก" สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม


เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: ธันวาคม 16, 2010, 09:57:56 AM »

"อายุบวร"

            
                 องค์พระศรีอาริยะเมตรัย  วิหารอาจารย์บุญมา นพสันเทียะ

            
                 นารายณ์บรรทมศิลป์ ปราสาทเขาพนมรุ้ง


                  ฝีมือหลานชาย

   ยืนยันไปมาจริง ถ่ายด้วยฝีมือ อาจารย์ประหยัด
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 16, 2010, 10:13:06 AM โดย administrator » บันทึกการเข้า
administrator
Administrator
Hero Member
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 767


"กัมฺมุนา วัตฺตตี โลโก" สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม


เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: ธันวาคม 16, 2010, 03:21:13 PM »

"อายุบวร"
 Wink กลับจากวิหาร อ.บุญมา  ก็ลงมากรุงเทพฯ อีกวันที่ ๑๔ ธ.ค.๕๓ ไปนอนที่โรงแรม ๑ คืน  เพราะถ้าไม่นอนนั้นไปรถ ๙๙๙ ก็ไม่ได้นอน  เวลาไปเรียนก็ง่วง เรียนไม่ค่อยรู้เรื่อง  ยังไม่ทันเข้าถึงโรงแรมเลย  มีคนไปรอ ๘ คน  ทั้ง ๆ ที่บอกลูกศิษย์ของเชียงใหม่ไปเพียงคนเดียวเท่านั้น  แต่มีญาติของเขาเปิดเมื่อ ๒๓ ต.ค.ที่ผ่านมา  ก็ก้าวหน้าดีพอสมควร
  Sad ที่ อ.หล้า โทร.ไปบอกในรถทัวร์ว่าจะมีคนไปหา ๑ คน แต่ลูกพ่วง ๕ คนไม่ได้บอก  ก็เปิดเพียงแค่ คนเดียว ตอนที่เธอไปรอที่โรงแรม  อาจารย์ประหยัดก็หาแท๊กซี่ทางด้านหน้าถนน ถามคันไหนก็ไม่ยอมไป  ก็เลยโทรบอกลูกศิษย์ว่า จะเดินกลับไปด้านหลังน่าจะได้  เธอบอกว่าถ้าแท๊กซี่มันไม่ไปก็บอกมันเลย เหมาไป ๔๐๐.บาท แล้วมาเอาค่าแท๊กซี่ที่เธอ  คนอย่างเรารึจะเชื่อ เราก็เหมาเพียง ๑๐๐.-บาท  พอเธอเปิดภาษาเทพเรียบร้อย ค่าแท๊กซี่บาทเดียวยังไม่เอ่ยปาก ซึ่งคราวหน้าต้องย้ายโรงแรม  แล้วอย่าฝันหวานว่าจะได้เจออีก
   Cry ลูกพ่วงที่ตามมานั้น มี ๒ คนที่เปิดมาแล้ว  คิดว่าตัวเองแน่  แต่ปรากฎว่าสู้สองคนที่ไปก่อนไม่ได้เลย คงจะลงประทับร่างมาหลายปี  แต่สู้ลูกศิษย์อาจารย์ประหยัดที่้ลงไม่ถึงเดือนได้เลย  ก็สนทนากับองค์ของคนทั้งสอง เสร็จก็ได้แนะนำวิธีการฝึกไป นี่ขนาด ๕ คนเปิดเพียงแค่คนเดียวนะ กว่าจะเสร็จก็เกือบสี่ทุ่ม  ก็ลงไปกินข้าวหน้าโรงแรม แล้วกลับขึ้นวิมานชั้น ๖ อาบน้ำแล้วก็นอน  ตื่นเช้ามาก็ไปเรียน Efinancethai ใกล้ กับเซ็ลทรัล ลาดพร้าว ปรากฎว่าความรู้ได้มาเพียงไม่ถึง ๕ % เพราะว่าอีก ๙๕ % นั้นรู้หมดแล้ว  แต่อีพวกนั้นมันไม่ให้เราเรียน Work Shop เพราะว่าเราเล่นหุ้นตั้งแต่พวกมันเรียนอนุบาล  แต่พวกหน้าโง่จะบอกยังไงมันก็ไม่เชื่อ  เวลามันมาเก็บเงินนะถามให้ตั้งเครื่องให้มันก็ทำไม่เป็น น่าจะทำอย่างอื่นเป็นนะจ๊ะ  คราวต่อไปวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๔๔ เรียนอีก ๓,๐๐๐.บาท จองเครื่องไว้แล้ว วันที่ ๒๗ ม.ค. ไปถึง ก.ท.๒๓.๓๐ น. ทีนี้นัดใครก็คงจะไม่มีใครไปหา เข้าโรงแรมตื่นเช้ามาไปเรียน เลิก ๔ โมงเย็นไปสนามบินเลย เครื่องออก ๑๘.๕๐ น. ต้องรีบไปถึงก่อน ๑ ชั่วโมง ปีหน้า เดือนแรกคงจะไม่โปรดญาติที่กรุงเทพฯ มีบางคนบอกว่า อาจารย์ก็เลื่อนตั๋วซี่  ก็ได้เรียน อ.เล้งไปว่า เลื่อนตั๋ว ๕๐๐.บาท นอนต่ออีกคืน ค่าโรงแรม ๖๕๐.-บาท ซึ่งจะให้อาจารย์ประหยัด ควักออกเงิน ๑,๑๕๐.-บาท เอามาแลกเอาบุญนั้นคงจะไม่เอา อยากได้วิชาก็หัดเสียเงินไปเชียงใหม่บ้าง  ที่มาเรียนวิชาเล่นหุ้นนะ ๒ เที่ยว ค่าเรียน ๔,๓๐๐.บาท ถูกกว่าค่าเครื่องบินเสียอีก เพราะค่าเครื่องบินไปกลับก็ ไม่ต่ำกว่า ๓,๘๐๐.บาทแล้ว  เรียนเอาไปใช้เฉพาะเล่นหุ้นเท่านั้น เอาไปไล่ผีก็ไม่ออก เอาไปไล่คุณไสยก็ไม่ได้ หรือเอาไปปราบมารก็ไม่ได้
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 25, 2011, 10:24:17 AM โดย administrator » บันทึกการเข้า
administrator
Administrator
Hero Member
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 767


"กัมฺมุนา วัตฺตตี โลโก" สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม


เว็บไซต์
« ตอบ #3 เมื่อ: ธันวาคม 17, 2010, 09:17:27 AM »

"อายุบวร"
 Cry เข้าปฏิบัติในสายสัญญาก่อนแล้วจึงค่อยเปิดพระโอษฐ์ กับ เปิดพระโอษฐ์แล้วค่อยเข้ามาปฏิบัติในสายสัญญา อันไหนดีกว่า  แต่ที่แน่นอนที่สุดนั้นพ่อต้นฯ ท่านเป็นสายสัญญาที่ "เปิดพระโอษฐ์" แล้ว  ที่รู้ก็เพราะว่าได้อ่านประวัติพ่อต้นฯ ซึ่งศิษย์สายสัญญามีน้อยมากที่จะได้อ่าน  สาเหตุที่ได้อ่านประวัติพ่อต้นฯ นั้นก็คือ  ได้ประวัติพ่อต้นฯมา ฉบับหนึ่งที่ถ่ายสำเนามา  เพราะว่าเราต้องการจะเผยแพร่สายสัญญาให้กับคนอื่น  จึงได้นั่งพิมพ์ประวัติพ่อต้นฯ เอามาเผยแพร่  แต่ปรากฎว่าเมื่อแจกเป็น VCD ไปนั้น  ผู้ที่ได้รับไปก็ไม่ไปเปิดอ่าน จะเอาไปให้ร้านพิมพ์ออกมาเป็นเล่มก็เสียดายเงิน ซึ่งถ้าเป็นอย่างนี้ก็น่าจะโง่ต่อไป ไม่มีความเจริญก้าวหน้าในสายสัญญา
  สายสัญญาที่ครบเครื่องนั้นก็คือ "พ่อต้นฯ" ซึ่งเท่าที่ปฏิบัติในสายสัญญามา ๑๗-๑๘ ปีนั้น  ไม่เคยอ่านหรือได้ฟังจากปากของลูกศิษย์พ่อต้นฯ ว่า ท่านได้อธิบายถึุงเรื่องเทพ-เทวดาทั้งหลายที่ได้นำเอาองค์พระธรรมมาให้  หรืออธิบายถึงการทำสังฆทานว่า  การเปิดสังฆทานนั้น ท่านเปิดแก้ไขกรรมเวรในอดีตชาติให้ก็เพราะท่านมีตาทิพย์ รู้ เห็น จึงเปิดให้ แต่ลูกศิษย์พ่อต้นฯนั้น ทุกคนมั่วไม่รู้จริง เปิดเพื่อที่อยากจะได้เงินได้ของจากลูกศิษย์เท่านั้น ซึ่งถ้าอาจารย์ประหยัดปฏิบัติเฉพาะสายสัญญาเพียงอย่างเดียว ป่านนี้ก็คงจะโง่เหมือนเดิม เหมือนกับการเล่านิทานขึ้นต้นว่า "แต่ก่อนคนเรายังโง่อยู่ แต่เวลานี้ก็ยังโง่เหมือนเดิม"  สายสัญญาไม่ครบเครื่องเหมือนพ่อต้นฯ ไม่มีองค์บารมีลงสวมร่าง ก็เหมือนกับรถโตโยโยต้ารุ่นเก่าที่ไม่มีเทอร์โบ ซึ่งสายสัญญาที่มีเทพลงประทับร่างก็เหมือนโตโยต้าวีโก้ หรือมีแต่สายสัญญาก็เหมือนกับคนตาเดียวส่วนตาอีกข้างหนึ่งก็ฟ่าฟาง มองโลกไม่ค่อยเห็น บางคนก็คุยว่ามีตาเดียวนั้นดีกว่ามีสองตา เวลายิงปืนก็ไม่ต้องหลิ่วตา แต่ปรากฎว่านักกีฬายิงปืนนั้นไม่มีคนตาเดียวเลย
  ศิษย์สายสัญญานั้น คิดอยู่อย่างเดียวว่าข้าแน่ มีเหล็กจารอยู่ในมือสามารถทำอะไรได้หลายอย่าง ที่มนุษย์คนอื่นทำไม่ได้ ซึ่งใครก็ตามคิดอย่างนี้่ เท่าที่เห็นมา คนที่ปฏิบัติในสายสัญญานั้น ในเชียงใหม่ที่ อ.พงษ์วิทย์ ไปโปรดเอาไว้เวลานี้ก็ได้ดับสูญไปหมดแล้ว ในเชียงใหม่น่าจะมีสายสั้ญญาจริงๆ เหลือเพียง ๒ คนคือ เจ๊กุงและอาจารย์ประหยัด ซึ่งเป็นสายสัญญาคนละอย่าง เจ๊กุงเป็นฝ่าย "ทาน" อาจารย์ประหยัด เป็นฝ่ายปราบ
 Cry คนที่เข้าไปปฏิบัติในสายสัญญาก็เหมือนกับได้นั่ง "คอปเตอร์" แต่ถ้าไปเปิดพระโอษฐ์ด้วย ก็เหมือนกับได้นั่งแอร์บัส ซึ่งแอร์บัสนั้นมันบินไกลไปทั่วโลก ก็ยิ่งเห็นมากรู้่มาก ก็มีการเปรียบเทียบกับสายอื่นได้มาก เหมือนกับอาจารย์ประหยัดถูกหลอกให้เข้าไปปราบสายเทพด้วยองค์พระธรรม  ปรากฎว่าไม่ได้ผล ซึ่งถ้าจะได้ผลนั้นก็ต้องปราบด้วยเทพเหมือนกัน  ซึ่งในสายสัญญานั้นก็เป็นสายเทพ ๑๐๐ % อยู่แล้ว แต่ศิษย์สายสัญญานั้นโง่ไม่รู้ เมื่ออาจารย์ประหยัดเข้าไปในสายเทพจึงได้รู้โดยไม่ต้องมีอาจารย์สายสัีญญาสอน ว่า องค์พระธรรมทุกพระองค์นั้นเป็นเทพ-เทวดาทั้งสิ้น ซึ่งหากจะรู้ได้นั้นจะต้องปฏิบัติอยู่้ในขั้น "พระบารมีรับรองทุกกระทรวง" แล้วจะต้องพูดภาษาเทพได้ด้วย แต่อย่าทำเกินอำนาจบารมีให้ก็คือ "ทรงพ่อต้นฯ" เพราะใครที่ทรงพ่อต้นฯ นั้น เจ๊งทุกรายในสายสัญญา
 >Cheesy อาจารย์ประหยัด นั้นกล้าพูดว่า "สายสัญญาเป็นหนึ่ง ไม่เป็นสองรองใคร" แต่ อาจารย์บุญมานั้น ยังไม่เคยได้ยินท่านพูด ได้ยินแต่ว่า พ่อต้นฯ ท่านให้เดินไปอย่างเตี้ยๆ คือปิดไม่ให้ใครรู้ ไม่ให้อวดอ้างแสดงฤทธิ์ ก็ถูกต้องตามที่พ่อต้นฯพูด เพราะศิษย์สายสัญญานั้นปฏิบัติ ๑-๒ เดือน ก็เหมือนกับ "แมลงป่องชูหาง อวดอ้างฤทธิ์" เจอไก่มันก็วิ่งหางจุกตูดแล้ว ซึ่งบางคนก็ยังไม่ทราบว่า คนกลัวแมลงป่อง แต่แมลงป่องนั้นกลัวไก่  ซึ่งสายสัญญานั้นกลัวเจ้าทรง แต่เจ้าทรงไม่กลัวสายสัญญา แต่ถ้าเจ้าทรงเจอสายสัญญา-ประยุกต์ อย่าง อาจารย์ประหยัด เจ้าทรงก็กลัวอาจารย์ประหยัดอยู่แล้ว
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 17, 2010, 05:24:49 PM โดย administrator » บันทึกการเข้า
administrator
Administrator
Hero Member
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 767


"กัมฺมุนา วัตฺตตี โลโก" สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม


เว็บไซต์
« ตอบ #4 เมื่อ: ธันวาคม 19, 2010, 04:54:00 PM »

"อายุบวร"
 Smiley วันอาทิตย์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2553
    วันนี้ได้มีโอกาสโทรคุยกับเจ๊กุง ศิษย์เอก อ.บุญมา นพสันเทียะ  หลังจากที่ไปเจอกันที่วิหาร อ.บุญมา เมื่อ ๑๒ ธ.ค. ๕๓  ซึ่งวันนั้นก็ได้เจอกับ อาจารย์น้อย ท่านเป็น “พระ” ซึ่งเคยเจอท่านเมื่อ ปี พ.ศ.๒๕๓๕ ตอนนั้นท่านก็อยู่ในสายสัญญา  เมื่อ ๒ ปี ผ่านมาก็ได้เจอท่านอีกที่ สวนลำไยของเจ๊กุง  ซึ่งเจ๊กุงก็ได้ชวนไปสนทนากับ อาจารย์น้อย  เมื่อสนทนากันไปนั้น อาจารย์น้อย ไม่ได้พูดถึงเรื่องสายสัญญา และสายเทพเลย ทั้ง ๆ ที่ อาจารย์น้อยนั้นก่อนบวช  มีเทพลงสวมร่างจนพูดภาษาไทยไม่ได้  ก็เลยไม่สนใจในพระองค์นี้  เพราะถ้าสนทนาไปก็เสี่ยเวลาเปล่า เพราะว่า อาจารย์ประหยัด เคยฟัง “อภิธรรม” กับ อ.สุจินต์ มา ๒ ปี  แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ  จนเมื่อสามารถถามองค์บารมีได้  คำตอบก็คือ เราไม่ใช่สายทางพระ  แต่ก็ปฏิบัติตัวเหมือนกับว่าเป็น “พุทธภูมิ” เหมือนเมื่อเวลาเข้ามาในสายสัญญาใหม่ ๆ นั้น มาแบบ "ตามไปดู" ไม่เคยมีสายสัญญาอยู่ในสมองในความคิดเลย แต่ในที่สุดก็กลายมาเป็นอาจารย์สายสัญญา-ประยุกต์ โดยไม่ได้คิดไม่ได้หวังว่าจะได้เป็น
    Tongue วันนี้ เจ๊กุง ท่านพูดว่า  อาจารย์น้อยท่านบอกว่า เจ๊กุงอย่าไปเกี่ยวหญ้าแฝกมุงฟ้า ซึ่งเจ๊กุงจะแปลความหมายออกหรือไม่นั้น  ต้องกลับไปสนทนาอีกทีหนึ่ง  อ.น้อย ท่านให้ข้อคิดที่ว่า ในการทำบุญนั้น  เจ๊กุงท่านไปวิหาร อ.บุญมา ทุกปี  ปีนี้น้ำมันแพง ก็ไม่ทราบว่า เชียงใหม่-บุรีรัมย์ ไปกลับนั้น ๖,๐๐๐ บาท พอหรือไม่  แล้วข้าวปลาอาหาร สด เนื้อไก่ ผักสด ฯลฯ ก็คงจะต้องจ่ายเป็นอย่างต่ำเป็นหมื่นบาท  อ.น้อยท่านก็คงจะเห็นว่า เจ๊กุงนั้นทำบุญมากเกินไป  ขนาดที่อาจารย์ประหยัดไปรถทัวร์ ๙๙๙ เอารถหลานชายไปบุรีรัมย์และกลับ ค่าแก๊สหมดไปหนึ่งพัน รวมทั้งหมดทั้งค่ากินก็หมดไปสามพันเศษ  ซึ่งในกลุ่มเสื้อแดงเขาบอกว่า “อย่าเอามือปิดฟ้า”  ถึงแม้รัฐบาลนี้จะเอามือหลายร้อยมือปิดฟ้าเอาไว้  มันก็ไม่มีวันจะปิดมิดหรอก  ที่ได้ฆ่าประชาชน ๙๑ ศพ บาดเจ็บเกือบสองพันคน  คดีนี้มีอายุความ ๒๐ ปี  ซึ่งพวกนี้ก็คงจะไม่สามารถจะอยู่เป็นรัฐบาลได้ถึง ๒๐ ปี  วันใดที่หมดบุญหมดอำนาจวาสนา พวกมึงก็จะรู้ว่า “กรรม” นั้นมีจริง
    เจ๊กุง กับ คุณชาตรี น้องชาย  ไปวิหารอาจารย์บุญมาตั้งแต่ ปี พ.ศ.๒๕๓๕  แต่ไม่เคยอ่านประวัติ พ่อต้นฯ หรือต้นบรมครูสายสัญญาเลย  เปรียบไปก็เหมือนกับ คนไทยที่นับถือศาสนาพุทธ  ตามทะเบียนบ้าน  แต่ไม่เคยเข้าวัดเลย  ก็ถือว่าเป็นคนมีศาสนาเหมือนกัน  คนอย่างนี้มีมากมายแต่จะไม่ช่วยให้ศาสนาพุทธนั้นเจริญรุ่งเรืองขึ้นไปได้ โดยเฉพาะรัฐบาล ซึ่งเวลานี้ก็ขึ้นเงินเดือนให้พวกข้าราชการ พวก อบต. พวก สส.และ สว. แต่ก็รู้ว่า พระพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติ  ก็ไม่ได้มีการเสนอขึ้นเงินเดือนให้กับพระในพระพุทธศาสนาเลย  พวกนี้เป็นพวก “มาร” ที่หากินกับงบประมาณของชาติ  จึงมีเมนูอาหารที่พวกนี้พากัน “แดก” ถึง ๑๒๐ รายการ ที่พรรคเพื่อไทยทำขึ้นมา  เพราะฉะนั้นศิษย์สายสัญญาที่ไม่อ่านประวัติพ่อต้นฯ และคนที่นับถือศาสนาพุทธ ไม่เข้าวัด  ก็ไม่ได้ช่วยสายสัญญาและสายพุทธศาสนาดีขึ้น  ก็ไปโทษเวรกรรมก็แล้วกัน  สาธุ สัญญา
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 15, 2011, 10:02:26 AM โดย administrator » บันทึกการเข้า
administrator
Administrator
Hero Member
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 767


"กัมฺมุนา วัตฺตตี โลโก" สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม


เว็บไซต์
« ตอบ #5 เมื่อ: มกราคม 05, 2011, 10:12:20 AM »

"อายุบวร"
    Angry ความจริงที่บ้านเมืองเป็นอยู่อย่างนี้ รัฐบาลเป็น ๒ มาตรฐาน ตุลาการก็เป็น ๒ มาตรฐาน หรือไม่ก็ไม่มีมาตรฐานเลย เป็นโอกาสดีที่บรรดาศิษย์สายสัญญา-ประยุกต์ ที่คิดว่าตนเองนั้นปฏิบัติตน มีบารมีพอที่จะช่วยประเทศชาติได้ ก็น่าจะทำการทดลอง ทดสอบ บารมีของตนเอง ซึ่งก็ไม่เห็นว่าถ้าบารมียังไม่ถึงแล้ว ทำไปไปจะเข้าตนเอง เพราะว่าถ้าเราทดสอบโดยการดับล้าง ตีหลัก เมื่อพวกเขาไม่ผิดพวกเขาก็กลับจะได้ดี หลักประหารมารก็จะกลับไปส่งเสริมบารมีให้พวกเขา
    Angry คนบางคนหรือหลาย ๆ คนที่นั่งกินบ้านกินเมือง กู้เงินมาทำกิจการต่าง ๆ เพื่อที่จะได้ % ๓๐ % นั้น หากพวกเขายังมีบุญเก่าที่ทำไว้ในอดีตชาติอยู่ หลักประหารมารก็หาทำอะไรพวกเขาได้ไม่ เป็นเพียงแค่ไปฝังหรือไปเกาะสังขารพวกคนเหล่านี้เอาไว้ก่อน  คล้ายๆ กับมะเร็งนั่นแหละ แล้วเมื่อบุญเก่ามันใช้มากลดน้อยลงไป มะเร็งที่เกาะอยู่ก็จะใหญ่ขึ้น พวกเขายิ่งโกงกินบ้านเมืองมากขึ้น บุญก็น้อยลง ในที่สุดก็จะถูกมะเร็งร้ายกัดกินสังขารจนตาย
    Angry ยกตัวอย่าง ญาติของ อ.ประหยัด ร่างกายแข็งแรงดี อยู่มาวันหนึ่งก็ตัวเองเพิ่งจะอายุ ๗๔ ปี เท่ากับพระครูสุเทพ ลุกไม่ได้ ต้องนอนอยู่ในที่นอน จนถึงเที่ยง เมียสงสัยจึงมาปลุก  ปรากฎว่าเป็นอำมพาติ เอาไปรักษาที่โรงพยาบาลก็ไม่หาย อาการก็ดีเหมือนเดิมมาตลอด ต้องนอนกิน ๒ ปี จึงได้ละสังขารไป ที่เขาเป็นอย่างนี้เพราะว่า เขาหากินโดยการเป็นตำรวจ แล้วก็มีตำรวจอีกคนที่รู้จัก คือ ท่านนายพลแม้น เพ็ญโชติ ท่านก็เริ่มเป็นอำมพฤกษ์ แล้วก็กลายเป็นอำมพาติแล้วในที่สุดท่านก็ละทิ้งสังขารไป แต่ตำรวจที่ไม่ยอมทิ้งสังขารไปนั้นก็คือ พล.ต.ท.ชลอ เกิดเทศ ซึ่งท่านถูกศาลตัดสินประหารชีวิตมานานหลายปีแล้ว ก็ไม่มีใครกล้าที่จะประหารท่านเลยสักคน ก็คงจะต้องให้ท่านแก่ตายไปเองเท่านั้นแหละ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 06, 2011, 10:26:32 AM โดย administrator » บันทึกการเข้า
administrator
Administrator
Hero Member
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 767


"กัมฺมุนา วัตฺตตี โลโก" สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม


เว็บไซต์
« ตอบ #6 เมื่อ: มกราคม 15, 2011, 10:35:54 AM »

"อายุบวร"
  ก็รู้สึกเสียดาย คุณชาตรี น้องชายของเจ๊กุง ที่เป็นลูกศิษย์ อาจารย์บุญมา มาตั้งแต่ ปี พ.ศ.๒๕๓๗ ตอนที่อาจารย์ประหยัด ไปบ้านอาจารย์บุญมาที่กรุงเทพฯ เป็นครั้งสุดท้าย แล้วว่าจะไปอีกก็ยังไม่ได้ไป จนเวลานี้บ้านหลังนั้นเจ้าของบ้านก็ได้ขายหนีตามอาจารย์บุญมาไปอยู่ที่หนองโดนแล้ว ก็ไม่ทราบว่าทำไมไม่ใช่ญาติถึงได้พิศวาสสายสัญญามากจนถึงกับย้ายบ้านไปอยู่ใกล้วิหารอาจารย์บุญมา
    Grin คุณชาตรีติดตามเข้าออกบ้านอาจารย์บุญมามานานน่าจะ ๑๕ ปีั  ก็ไม่ทราบว่าอาจารย์ผู้สอน สอนศิษย์ไม่เป็นหรือยังไง จนป่านนี้คุณชาตรียังไปไม่ถึงไหน ลูกศิษย์ของ อาจารย์ประหยัด ๒-๓ ปึี ก็ตั้งตัวเป็นอาจารย์สายสัญญา โปรโมทตัวเองทางเว็บแล้ว แล้วปีนี้เว็บสายสัญญาของวิหารใหญ่เพิ่งจะเริ่มเปิด รู้สึกว่ามีแต่บรรดาอาจารย์เก่ง ๆ ทั้งนั้น แต่ทว่า No Name ซึงถ้าใครคิดว่าไม่เชื่อก็สามารถไปพิสูจน์ได้ที่วิหารใหญ่ แล้วอย่าลืมไปแวะวิหารอาจารย์บุญมาด้วยเน้อ
  ๑๕ ปีของสายสัญญานั้น เรียนรู้กับ อาจารย์บุญมา คุณชาตรีน่าจะเก่ง แต่สู้อาจารย์ประหยัดไม่ได้ ที่เรียนรู้ด้วยการค้นคว้าด้วยตนเอง หมายถึงว่าเราก็พยายามหาเอกสารเกี่ยวกับสายสัญญามาศึกษามาอ่าน ไปหาลูกศิษย์ของพ่อต้นฯ ที่ท่านเก่งบ้างไม่เก่งบ้าง แต่ส่วนมากเก่งในด้านโม้มากกว่า แต่เราก็สามารถคัดเอาความรู้ที่ใช้ได้จริง ๆ มาปฏิบัติ จริง ๆ แล้วสายสัญญานั้นมันปฏิบัติไม่ยาก ยกถาด ประจุองค์พระธรรม แล้วก็ดับล้าง มีเพียงแค่นี้แหละ ไม่ต้องมีัสมาธิ ไม่ต้องมีความพยายาม มีแต่ทำให้เหมือนกับอย่างที่เรากินข้าวประจำนั่นแหละ เมื่อเกิดความเคยชินมันก็จะทำไปเรื่อย ๆ โดยอัตโนมัติ แต่ถ้าคิดให้เกิดกิเลศตัณหา ทำไปคิดไปว่าเมื่อไหร่จะได้ ก็คงจะไม่ได้ตามที่คิดเอาไว้
     ซึ่งเวลานี้เจ๊กุงท่านพยายามเชียร์ให้ คุณชาตรี ปฏิบัติ เพื่อที่จะให้ไปช่วยอาจารย์บุญมา เพราะว่าอาจารย์บุญมานั้นเวลานี้ก็เหมือนตัวคนเดียว ไม่มีลูกศิษย์ที่เก่งพอจะช่วยอาจารย์บุญมาได้ ก็ในเมื่อตัวเองนั้นไม่มีวิจารณญาณในการที่จะทำให้สายสัญญานั้นก้าวหน้า ทำเก่งเฉพาะตนเท่านั้น แล้วสิ่งที่สร้างสะสมมาในสายสัญญา น่าจะเป็นวิหารร้างเหมือนกับ วัดดอยแม่ปั๋ง เมื่อหลวงปู่แหวนท่านมรณะภาพไป วัดดอยแม่ปั๋งก็เหมือนกับวัดร้าง แม้จะมีรูปหล่อรูปปั้นของหลวงปู่แหวนเอาไว้ก็หาได้มีใครอยากจะไปไม่
     เวลา ๑๕ ปี ที่คุณชาตรีอยู่กับอาจารย์บุญมามานั้น ยังไปไม่ถึงไหน ถ้าอาจารย์บุญมา จะปั้นคุณชาตรีนั้น อึก ๕ ปีก็คงจะก้าวหน้าได้ไม่ถึง ๕๐ % หรือไม่ก็เพียงแค่ ๑๐ % เท่านั้นเอง เพราะว่า อาจารย์บุญมานั้นเป็นรถกระบะโตโย้ต้ารุ่นแรก ที่เวลาจะวิ่ง ก่อนสต้าทต้องเผาหัวเสียก่อน เมื่อออกตัววิ่งไปได้ก็คงไม่เกิน ๑๐๐ ก.ม.ต่อชั่วโมง คนขับรถรุ่นอาจารย์บุญมานั้นย่อมจะไม่มีความสามารถที่จะมาสอนให้คนอื่นขับได้  เพราะเป็นความสามารถเฉพาะตัวของคนขับรถโบราณ ซึ่งใครที่ไปเรียนขับรถโบราณเขาก็คงไม่อยากไปเรียน จะเรียนมันก็ต้องเรียนแบบรถรุ่นใหม่ ๆ เท่านั้น
     สายสัญญา-ประยุกต์ เป็นสายสัญญารุ่นแรกที่มีการให้ความรู้ทางเว็บ  เอกสาร องค์พระธรรม ประวัติพ่อต้นฯ นั้น ไม่ต้องพิมพ์ขายเป็นเล่ม เหมือนอาจารย์สายสัญญารุ่นโบราณ แต่พิมพ์แจกเป็นแผ๋น VCD ไม่ได้ขาย ซึ่งเป็นสายสัญญาที่เรียกว่า สายสัญญา Computer เพราะว่าเป็นสายสัญญารุ่นเก่าที่ถูกพัฒนาแล้ว
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 15, 2011, 10:40:20 AM โดย administrator » บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: