หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: การตีหลักประหารมารในสายสัญญา  (อ่าน 326 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
administrator
Administrator
Hero Member
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 767


"กัมฺมุนา วัตฺตตี โลโก" สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม


เว็บไซต์
« เมื่อ: เมษายน 09, 2011, 09:31:13 PM »

"อายุบวร"
  Angry เมื่อเข้าสู่สายสัญญา ปี พ.ศ. ๒๕๓๕ นั้น  ก็ได้รู้จักการตีหลัก “ปราบวิญญาณ” โดยผู้ป่วยที่มาหา อาจารย์พงศ์วิทย์ นั้น ส่วนมากจะป่วยด้วยสังขาร ถูกของ ถูกคุณไสย และถูกผีเข้า เมื่อ อาจารย์เขียนหลักเสร็จก็จะขอส่งไปตีหลักริมฝั่งน้ำปิง ก็เห็นอย่างนี้เป็นเวลานานกว่า ๑ ปี แต่ก็ไม่ได้สนใจในเรื่องตีหลักเท่าไรเลย แล้วความหมายในการตีหลักประหารมารนั้น อาจารย์พงษ์วิทย์ ก็นำมาใช้เพียงบางส่วนเท่านั้น ตามที่พระบารมีท่านอำนวยการให้ ซึ่งหากว่าทำเกินอำนาจที่มีอยู่ก็จะไม่เกิดเหตุเห็นผลแต่อย่างใด เพราะฉะนั้นเมื่อ อาจารย์พงษ์วิทย์ ตีหลัก ก็จะได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง
    Undecided ตอนที่แยกตัวออกมาจาก อ.พงศ์วิทย์นั้น  ก็มีศิษย์ร่วมสำนักรุ่นน้องได้โทรไปบอกว่า หลินถูกอาจารย์พงศ์วิทย์ตีหลัก แล้วเธอก็บอกว่า เขาตีหลักประหารอาจารย์ด้วยนะ  ก็ได้ไปหาคุณไตรเทพ ร่างทรงขององค์ศิวะเทพ ซึ่งองค์พ่อศิวะก็บอกว่าใช่ แม้แต่ตัวไตรเทพเองก็ถูกตีเหมือนกัน  แต่ที่ไม่สนใจในวิชาตีหลักนั้น  เพราะว่าเมื่อเราถูกตีหลักแล้ว ก็ไม่เห็นว่าเป็นอะไรเลย ทำให้ไม่สนใจในหลักประหารมารแต่อย่างใด
    Wink ต่อมาเมื่อได้เข้ามาสู่สายเทพ  โดยได้เชิญเทพประจำสังขารลงประทับร่าง  โดยบังเอิญคนที่เชิญให้นั้นชื่อ ป้าดอกพุฒิ เป็นนายหน้าวิ่งเอาที่ดินมาจำนองจำนำกับคุณแม่  เมื่อเชิญองค์บารมีประจำสังขารลงประทับร่างได้แล้ว  ในวันรุ่งขึ้นก็เป็นวันที่มีน้ำท่วมจังหวัดเชียงใหม่มากที่สุด  ไม่เคยท่วมก็ท่วมเข้ามาถึงในบ้าน ก็ได้ใช้วิธีการ “เปิดพระโอษฐ์” สร้างบุญสร้างกุศล ตั้งแต่ปลายปี ๒๕๓๖ ปฏิบัติตนและช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่มีการเรียกร้องเงินแต่ประการใด  ใน ๕ ปีแรกนั้นก็ยังปราบผี ปราบคุณไสย ด้วยองค์พระธรรม  เมื่อมีบารมีแก่กล้าขึ้นด้วยการปฏิบัติ  ด้วยการฝึกปฏิบัติ ก็เริ่มที่จะสามารถคุยกับองค์ได้รู้เรื่องบ้าง  ในปี พ.ศ.๒๕๔๕ ที่ไปเปิดพระโอษฐ์ให้นายกบแก่ที่กรุงเทพฯ  ก็ยังไม่เคยใช้วิชา “ตีหลักประหารมาร” เพราะไม่ได้คิดใช้ และไม่เคยที่จะเป็นอาจารย์สายสัญญาจริง ๆ  แต่เมื่อได้ย้ายเว็บของนายกบแก่ มาเขียนในเว็บของ นายธนากร ซึ่งตอนนั้นก็ได้ยินว่านายธนากรทำเหนืออำนาจที่พระบารมีให้  นายธนากรก็ได้ทำการตีหลักประหารผี  พร้อม ๆ กันนั้นก็มีข่าวว่า นายกบแก่ ก็ตีหลักเหมือนกัน  โดยที่ อ.โหน่ง ไปยังสำนัก นายกบแก่ แล้วก็ไปเห็นหลักที่นายกบแก่ ได้สะสมเอาไว้เป็นเข่งๆ
    ก็ได้เริ่มทดสอบการตีหลักประหารมาร  โดยมีศิษย์ทรยศหลาย ๆ ท่าน นำมาเป็นเครื่องทดสอบ ได้ผลบ้างไม่ได้บ้าง  ก็คงเป็นเพราะว่าเวลานั้นพระบารมียังไม่รับรองทุกกระทรวง  แต่ก็มาเห็นชัดที่ว่าคนที่ถูกหลักนั้น ไม่ว่านายธนากร หรือ นายเล็ก...หนองเจ๊ก ก็ไม่ได้รุ่งในสายสัญญาเลยจนถึงเวลานี้  บรรดาคนที่เคยทำกรรมเอาไว้กับ อาจารย์ประหยัด สมัยเมื่อทำงานธนาคารนั้น ก็ได้นำมาเป็นวัตถุดิบของที่มีชีวิตใช้ทดสอบหลักประหารมาร  จนในที่สุดก็ได้เข้าใจว่า หลักประหารมารนั้น ก็คือ “ฏีกา” ในเมืองมนุษย์ดี ๆ นี่เอง เมื่อเราตีหลักประหารนั้น ฏีกานี้จะส่งไปถึงฝ่ายเทพที่เกี่ยวข้อง เมื่อเห็นว่าบุคคลที่ถูกร้องเรียนนั้นผิดจริง ท่านก็จะลงมือทำโทษทันที ไม่เหมือนที่พวกเสื้อแดงทำฎีกาไป มีคนรับรองไปหลายหมื่นคน แล้วฎีกานั้นก็ถูกเก็บเอาไว้เสีย คนที่ถูกฟ้องในสายเทพนั้น หากว่ายังมีบุญเก่ารับรองอยู่ ก็คงได้เสวยสุขจนกว่าบุญจะหมด เมื่อบุญหมดก็จะถูกลงโทษจากฝ่ายเทวดาที่มีหน้าที่ลงโทษทันต์ทันที
    Cry หลักประหารมาร ในสายสัญญา นั้นไม่สามารถไปทำร้ายผู้ที่ไม่มีความผิดได้  ใครที่ไม่เคยทำร้ายเราเอาไว้ก่อนเมื่อตีหลักประหารก็จะทำอันตรายใด ๆ กับเขาได้เลย  แต่คนที่เคยทำผิดกับเราเอาไว้นั้นก็จะถูกลงโทษ มากน้อยแล้วแต่เขาเคยทำบาปกับเราเอาไว้  ศิษย์สายสัญญามากมายที่ไม่รู้จักไม่มีความรู้ในเรื่องการตีหลัก ก็ได้มาถามว่า ตีหลักไปแล้ว ไม่กลัวจะเป็นบาปหรือ  ก็ตอบไปว่าเวลาเขาทำเราเขาก็ไม่ได้คิดว่าจะเป็นบาปเลย ยกตัวอย่างเช่นน้องคุณแม่เมื่อ อาจารย์ประหยัด เป็นเด็กก็ข่มเหงรังแก หนักที่สุดนั้นก็คือ หาว่าขโมยพระไปองค์หนึ่ง ถูกทำโทษเฆี่ยนตี โดยไม่มีความผิด  เพราะความจำอาจารย์ประหยัดดี ผ่านมาถึง ๕๐ ปีก็ยังจำได้  ก็เลยตีหลักยื่นฎีกาไป  ปรากฏว่าน้าชายคนนี้ถูกเมียถีบตกบันได ไปผ่าตัดสมองแล้วก็กลายเป็นเจ้าชายนิทรา เป็นเวลานานกว่า ๑๐ ปี  จึงได้เสด็จไปเฝ้าเสด็จที่เมืองผี  ความจริงในการยื่นคำขอนั้นก็ขอให้เขาเป็นอำมพาติ มีอายุยืนถึง ๑๐๐ ปี  แต่เทวดาท่านใจร้อน ให้เพียงแค่เก้าสิบกลางๆ ท่านก็ขี้เกียจดูแล ก็เลยเอาพระบาทเหยียบคอ หายใจไม่ออก ก็ได้ไปเฝ้าเสด็จที่นรกขุมอเวจี  ก็คงจะอยู่ในนั้นอีกนานแสนนาน ไม่มีปัญญาที่จะนับเวลาได้
 Angry    ในการต่อสู้ของ นปช.เสื้อแดง นั้น  แม่ทัพฝ่าย “โลกมนุษย์” นั้น ก็น่าจะเป็นคุณจตุพร พรหมพันธุ์ รองแม่ทัพก็คือคุณณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ  แล้วก็มีแกนนำต่างจังหวัดอีกหลายสิบท่าน เป็นกำลังพลที่พร้อมร่วมรบกับแกนนำ นปช.ที่กรุงเทพ  ซึ่งเมื่ออาจารย์ประหยัดไปร่วมนั้น  เราก็เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งที่เล็ก ๆ ของ นปช.เท่านั้นเอง  สู้เรารบของเราเองไม่ได้  โดยในฝ่ายวิญญาณหรือ “โลกทิพย์” นั้น  อาจารย์ประหยัดได้เป็นแม่ทัพใหญ่ในสายสัญญา โดยไม่ต้องมีอาจารย์ในสายสัญญาผู้ใดแต่งตั้งให้เป็น  รู้ได้เพราะองค์พระบารมีประจำสังขารของเรานี่แหละ  รุ่นก่อนนั้นก็ได้อาศัยองค์ตีหลักจำนวนมากที่มาร่วมสร้างบารมีด้วย  ก็ได้ผลเป็นส่วนมาก ผ่านมาเมื่อวันที่ ๑๔ กุมภาพันธุ์ ๒๕๕๔ นั้น เบื้องบนท่านก็ได้ส่งองค์พระธรรมฝ่ายปราบมาร หัว ๕๕ มาให้ ซึ่งองค์พระธรรมรุ่นนี้ได้เปิดเอาไว้ก่อนปี พ.ศ.๒๕๒๒ ก็น่าจะผ่านมาแล้ว ๓๐ กว่าปี  ก็ได้ทดสอบพระบารมีขององค์พระธรรมรุ่นนี้ไปประมาณ ๕๐ กว่าหลัก  แล้วก็นั่งรอนอนรอผลที่จะปรากฏออกมา
    Afro นปช.นั้นเขาไม่รู้หรอกว่าพวกเขาสู้กับอดีตม็อบที่เคยยิ่งใหญ่มาแล้ว  คือม็อบเสื้อเหลืองที่เวลานี้ นปช. ไม่ได้มองพวกเขาสู่ในสายตา  เพราะว่าพวกเสื้อเหลืองเหล่านี้เหมือนกับคนที่ถูกโซ่ตรวนของฝ่ายเทวดาตีตรวนเอาไว้  เช่น นายโกเต็ก  นายหัวเกรียน นายใส นายสมสาก นายภิภาพ นายสงเกียก นายพลสงทิ พลเอก อนุภรรยา และนายพัน คุงมี  ซึ่งโซ่ตรวนที่ถูกเทวดาล่ามเอาไว้นั้น มันมองไม่เห็นเหมือนโซ่ตรวนที่ล่าม คุณณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ คุณหมอเหวง และคุณขวัญไชย เพราะว่าโซ่ตรวนของทางโลกนั้น ๙ เดือนก็ได้ถูกปลดออกแล้ว  แต่โซ่ตรวนของฝ่ายโลกทิพย์นั้นไม่มีวันปลดออกได้เลยในชาตินี้และชาติหน้า  นปช.จึงเหมือนชกคนที่ไม่มีทางต่อสู้ ก็ปล่อยให้ไอ้พวกทำลายชาติ ตั้งเวทีปราศรัยให้คอสะพานฟังไปวันหนึ่งเท่านั้น  ซี่ง นปช.หลาย ๆ ท่านก็เวทนาสงสารพวกเสื้อเหลืองเหมือนกัน หัวหน้าคือนายโกเต็กนั้น ที่บังอาจเอาเลือดเสียของสตรีชั่ว ๆ ๖ คนไปทาที่บรมรูปทรงม้านั้น  เวลานี้เขาจะเห่าให้พวกเขาไม่กี่คนฟัง  แต่ก็มีเสื้อแดงชอบที่จะเข้าไปฟังที่พวกเขาเปิดโปงพรรคประชาธิปัตต์ คือสาวไส้พวกเดียวกัน  นี่คือบางส่วนที่ยื่นฎีกาไปแล้วก็ได้เห็นผล วันใดที่พรรคเพื่อไทย ได้เป็นรัฐบาล พวกเสื้อเหลืองนั้นก็จะไม่มีที่ยืนในประเทศไทย
  เพราะหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของ สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง โดยพวกมึงคิดว่าพวกมึงใหญ่ยิ่งและยิ่งใหญ่ในประเทศสยาม  พวกมึงตั้งม็อบจนนายกทักษิณ กลัวพวกมึงจนขี้ขึ้นสมอง  เวลานี้โซ่ตรวนที่ก่อเอาไว้ก็เริ่มที่จะบีบรัดคอพวกแกนนำเสื้อเหลืองแล้ว ใครเป็นผัวใครเป็นเมียระหว่าง นายโกเต็ก กับ นายหมีน่าฮาก ก็จะรู้กันอีกไม่นานเกินรอ
 Lips Sealed เพราะฉะนั้นอย่าพึงประมาทคนในสายสัญญา  แม้แต่ศิษย์พ่อต้นฯ ที่เคยประมาท อาจารย์ประหยัด เอาไว้ เวลานี้ก็น่าจะพึงได้รับบทเรียนบ้างเป็นที่น่าพอใจ  จา่กแกะดำในสายสัญญาเมื่อ ปี พ.ศ.๒๕๓๖ กลายมาเป็น "ราชสีห์" ในสายสัญญาในปัจจุบันนี้ ยิ่งคนนอกสายสัญญา อย่าได้บังอาจมาแหยม อาจารย์ในสายสัญญาเป็นเด็ดขาด  เพราะว่าท่านอาจจะได้รับกรรมโดยไม่มีวันที่จะแก้ได้  แล้วสิ่งที่ท่านทำนั้นเมื่อได้รับกรรมก็จะไปโทษว่าสร้างกรรมมาจากอดีตชาติ หารู้ไม่ว่าเมื่อมีอำนาจเหนือคนอื่น ข่มเหงรังแกเขาโดยไม่รู้ตัวเองว่า วันหนึ่งเขาจะมีความสามารถส่งกรรมของคุณคืนสู่ตัวคุณเองได้
    Angry ไม่เชื่ออย่าลลหลู่ เจ๊กจากเมืองนอก ที่เคยสั่งรัฐบาลได้ เวลานี้หมดบุญแล้ว ที่เคยพูดว่าหลังพิงเสาค้ำแผ่นดินไทยเอาไว้ เวลานี้เสาก็เริ่มผุ เกาะตรงไหนก็ไม่ได้แล้ว เรียกได้ว่า "ขึ้นสูงสุดก็ลงต่ำสุด" ได้ แล้วก็จะมีอีกหลาย ๆ คนที่กำลังจะเรียนแบบ นายโกเต็ก แม้จะไม่ก้าวล่วงสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ก็ตาม แต่บังอาจทำลายประเทศสยาม มันก็มีผลเท่ากัน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 09, 2011, 09:50:07 PM โดย administrator » บันทึกการเข้า
administrator
Administrator
Hero Member
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 767


"กัมฺมุนา วัตฺตตี โลโก" สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม


เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: เมษายน 10, 2011, 09:48:26 AM »

"อายุบวร"
    Angry แม้จะไม่มีความสังเกต  แต่หากได้ดูทีวีทุกวัน  เวลาที่ผ่านมานานพอสมควร  พวกเสื้อเหลืองโดยผู้นำก็คือ นายโกเต็ก และมหาหัวเกรียน  ได้นำคนไปยึดทีวี  ยึดทำเนียบรัฐบาล  ยึดสนามบินดอนเมือง และยึดสนามบินสุวรรณภูมิ  นำความฉิบหายมาสู่ประเทศไทยนับแสนล้านบาท  แต่กฎหมายบ้านเมือง ก็ไม่สามารถที่จะทำอะไรพวกเสื้อเหลืองได้  ตำรวจ อัยการ พากันพูดภาษา แบะ ๆ ๆ กันไปหมด  แม้แต่ท่านผู้พิพากษาท่านก็ได้ถูกบรรดาประชาชนกล่าวหาว่าท่านสองมาตรฐาน  ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะว่ามีมือที่มองไม่เห็น และนางเปรมวิกา สนับสนุนสั่งการอยู่เบื้องหลัง ตามที่พวกเสื้อแดงเวทีต่าง ๆ พูดให้ฟัง  ก็น่าจะเป็นความจริง เพราะว่า การยึดสนามบินนานาชาตินั้น ผู้ยึดจะกลายเป็นผู้ก่อการร้ายทันที  พวกนี้เท่าที่เห็นหัวหน้าม็อบคืนสนามบินก็คือไอ้หัวเกรียน  เข้าไปแดกไอศกรีม เขาจนหมดร้าน ทำเข้าคิวเหมือนฝรั่ง ก็ไม่ทราบข่าวว่าสินค้าในสนามบินนั้นถูกฉกเอาไปเท่าไหร่  แต่ที่ได้ยินชัดก็คือ พ่อค้าปลาสวยงามเอาปลาออกไม่ได้ ขาดทุนไปยี่สิบกว่าล้านบาท  พวกฝรั่งตกเครื่องบินหลายหมื่นหลายพันคน ไม่สามารถที่จะเดินทางกลับบ้านได้
       Sad ยึดสนามบินแล้วเสื้อเหลืองก็กลายเป็นผู้ก่อการดี  แต่เวลานี้ผ่านมาจำไม่ได้ว่ามันนานแค่ไหน  มือที่มองไม่เห็นก็เริ่มอ่อนล้า ไม่มีแรงที่จะโอบอุ้มนายโกเต็ก  ซึ่งนายโกเต็กเคยพูดว่า ถึงเวลาอยากก็มาหา เมื่อสำเร็จความไคร่แล้วก็ไป  ซึ่งปัจจุบันนี้พวกพรรคประชาปัตนั้นเขาไม่มีความกระสันต์อยากกับนายโกเต็กแล้ว  แม้แต่มือที่มองไม่เห็นก็ปล่อยแล้ว  จึงทำให้ม็อบเสื้อเหลืองเวลานี้ปราศรัยให้คอสะพานฟัง กลางวันมีคนฟัง 20-30 คน แต่กลางคืนนั้นมีนับร้อยอาจจะถึงหนึ่งพันคน  แต่ทางตำรวจนั้นคงจะถูกสั่งมิให้ทำอะไรกับอดีตคู่ขาของพรรคประชาปัต  แม้จะขอคืนพื้นที่ส่งตำรวจไปเจรจานับร้อยครั้ง  ตำรวจก็นั่งฟังไอ้หัวเกรียนสอน “ธรรมมะ” หน้าเซ่อไปตาม ๆ กัน
        จะว่าการตีหลักประหารมารนั้นไม่ได้ผล  จากยอดชู้คู่สวาท รักกันดูดดื่มปานจะกลืนกิน  เวลานี้นายโกเต็ก นายมหาหัวเกรียน ก็ถูกปล่อยเกาะ  โดดเดี่ยวอ้างว้างว้าเหว่เอกา  เงินทองที่เคยไหลมาเทมาก็ถูกน้ำพัดพาไปหาคนภาคใต้หมด  แม้จะเป็นการทำงานช้าของฝ่ายสวรรค์ คือฝ่ายโลกทิพย์  ก็ได้ผลดียิ่งกว่า “มีดโกนอาบน้ำผึ้ง” เสียอีก 100 % นั้น ก็คงจะเหลือไม่ถึง 10 % ที่พวกกลุ่มทำลายสนามบินสุวรรณภูมิจะต้องชดใช้กรรม  เวรกรรมนั้นมีจริงอยู่แล้ว และสิ่งที่มองไม่เห็นนั้น  จะจริงหรือไม่ก็ตามไปดูได้ที่ภาคใต้ ซึ่งตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ ๒ นั้น น้ำเคยท่วมลานพระรูป  แต่เวลานี้น้ำท่วมภาคใต้ ซึ่งน่าจะเป็นเตือนพรรคประชาปัตย์ ว่าถึงเวลาแล้ว หมดเวลาแล้ว ที่พวกคุณมึงจะต้องไป  ไปแล้วไม่ทราบว่าจะมีที่ให้ยืนในประเทศไทยหรือไม่ พระแม่ธรณีไม่เคยช่วยคนชั่วหรอก ตั้งเอาไว้หน้าพรรคก็เป็นเพียงแค่ตุ๊กตาของท่านเท่านั้น่เอง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 11, 2011, 09:56:28 AM โดย administrator » บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: